ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 10534/2558

หลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในคดีส่วนอาญาคงมีเพียงว่า จำเลยกระทำโดยประมาท ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ และใครประมาทมากกว่ากันอันเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยและจำเลยได้อุทธรณ์ไว้แล้ว เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ และบทบัญญัติอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดมูลหนี้ละเมิดขึ้นนั้น ป.พ.พ. มาตรา 442 วางหลักให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนแค่ไหน เพียงใดนั้น ศาลย่อมที่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่นำสืบมาว่าฝ่ายจำเลยหรือผู้ตายประมาทมากน้อยกว่ากันอย่างไรและเพียงใดด้วย จึงจะเป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 61, 151, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายจุมพล นางจิราภรณ์ บิดามารดาของนายศุภชัย ผู้ตายและนางสาวเนติมา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนายจุมพล นางจิราภรณ์และนางสาวเนติมาว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,340,726 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 159,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำประมาทจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 61, 151, 157 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี และปรับ 15,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,329,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 84,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ที่ถูก แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2) เป็นเงิน 739,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถบรรทุกสิบล้อล้ำช่องเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณใด ๆ เพื่อให้บุคคลที่ขับรถผ่านไปมามองเห็นได้ชัดเจน เป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีโจทก์ร่วมที่ 3 นั่งซ้อนท้ายชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว จนผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสตามรายงานชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้องและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความไม่ประมาทและระมัดระวังอย่างเพียงพอดีแล้ว ย่อมไม่ขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยจอดอยู่ในเวลากลางวันในสถานที่ที่มองเห็นได้ชัด พฤติการณ์แห่งคดีจึงต้องฟังว่า ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้ว่า เมื่อคดีส่วนอาญาจำเลยไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมผูกพันจำเลยในส่วนแพ่งว่าจำเลยจอดรถบรรทุกสิบล้อโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ เพื่อให้บุคคลที่ขับรถผ่านไปมามองเห็นได้ชัดเจน อันเป็นการฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ จึงฟังไม่ขึ้นก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญาคงมีเพียงว่า จำเลยกระทำโดยประมาท ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ และใครประมาทมากกว่ากัน อันเป็นพฤติการณ์ที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยและจำเลยได้อุทธรณ์ไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยให้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10534/2558 · ทนอย Thanoy