คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 10577/2557
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันนำโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินมาหลอกลวงโจทก์ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาทั้งสองและคดีแพ่ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงว่าขอนำที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 และ 70225 ตีใช้หนี้โจทก์ โจทก์หลงเชื่อหนังสือรับรองราคาประเมินว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 70225 มีราคาประเมิน 1,302,000 บาท จึงรับโอนที่ดินและถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ความจริงที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเพียง 117,180 บาท ไม่ได้มีราคาประเมินตามหนังสือรับรองดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์เพียงไม่ถูกดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ด้วยการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การถอนฟ้องคดีแพ่งนั้นโจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ การที่โจทก์ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองคดีและถอนฟ้องคดีแพ่งก็ไม่ใช่การถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ เพราะคำฟ้องคดีแพ่งและคำร้องทุกข์ไม่ใช่เอกสารสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 165, 267, 268, 341, 83, 84, 86, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 วรรคแรก, 341 ประกอบมาตรา 83 สำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและฐานใช้เอกสารเท็จ ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวกันซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท โดยออกเช็คให้โจทก์ไว้ และจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ 450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเช็คให้โจทก์ไว้ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงพระโขนง ในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค โดยโจทก์เข้าเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีหมายเลขดำที่ 6334/2545 และ 77/2546 และฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเช็ค 300,000 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ 865/2546 ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 ตำบลวังชมภู อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ของจำเลยที่ 1 ราคาประเมิน 480,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ของจำเลยที่ 3 ราคาประเมิน 1,302,000 บาท ให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ทั้งนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมิน และให้ถ้อยคำต่อจำเลยที่ 5 เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ปฏิบัติราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้ทำการปรับปรุงเป็นที่ดินพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 5 ออกหนังสือรับรองราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,302,000 บาท ต่อมาโจทก์รับโอนที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ให้แก่โจทก์ โจทก์ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองคดีและถอนฟ้องคดีแพ่ง ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 โจทก์ตรวจสอบที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 โดยขอหนังสือรับรองราคาประเมิน นายประยูร นักวิชาการที่ดิน 6 ปฏิบัติราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ออกหนังสือรับรองราคาประเมินตารางวาละ 110 บาท รวมเป็นเงิน 143,220 บาท ก่อนนี้นางสาวสาริ เจ้าพนักงานผู้ประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ตารางวาละ 90 บาท รวมเป็นเงิน 117,180 บาท เพื่อใช้ในการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวระหว่างนายสมคิดและนางเจียมจิต เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ให้ถ้อยคำต่อนางสาวสาริ สำหรับคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งให้จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เจ้าของที่ดินยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ต่อจำเลยที่ 5 ว่าที่ดินเป็นที่อาศัย และแจ้งให้จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความในคำขอดังกล่าวว่าที่ดินได้พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ดังนี้ แม้ข้อความที่จำเลยที่ 4 แจ้งให้จำเลยที่ 5 จดนั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยความจริงที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินได้พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้วก็ตาม แต่คำเบิกความของนายสมคิดและนายสมศักดิ์ นายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ความว่า เดิมนายสมคิดและนางเจียมจิตเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 30
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง