คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2535
ฎีกาที่ 106/2535
หลักกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทยพ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจบริหารกิจการของ สถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการ กำหนด บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง กับรับผิดชอบในการจัดการ และดำเนินการของสถาบันตามที่คณะกรรมการมอบหมาย บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด หรือตัดเงินเดือนตลอดจนลงโทษพนักงานและลูกจ้าง ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด มีอำนาจวางนโยบายบริหารและควบคุม ดูแลโดยทั่วไปและรับผิดชอบซึ่งกิจการของสถาบัน ดังนี้ จำเลย ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการ บริหารกิจการและมีอำนาจบังคับบัญชา พนักงาน และลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมตลอดถึงมีอำนาจในการบรรจุ แต่งตั้ง ถอด ถอนลงโทษพนักงาน และลูกจ้างทุกคนเว้นแต่บางตำแหน่ง จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็น นายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 มีอำนาจให้ความเห็นชอบ วางนโยบายบริหารและควบคุมดูแลทั่วไปกับออกข้อบังคับต่าง ๆจำเลย ที่ 3 ถึงที่ 12 ไม่มีอำนาจตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 โจทก์ยัง เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 อยู่ การที่จำเลยที่ 1 ตั้งโจทก์ เป็นที่ปรึกษาและให้โจทก์ลงนามในสัญญานั้น แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จนจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์อีก ขอให้โจทก์ลงนามในสัญญาจ้าง ที่ปรึกษาให้เสร็จภายใน กำหนด หากพ้นกำหนดจะถือว่าโจทก์สละสิทธิ ที่จะรับ ข้อเสนอในการว่าจ้าง เมื่อโจทก์ไม่ยอมลงนามในสัญญา ตั้งที่ปรึกษาภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าโจทก์สละสิทธิที่จะทำงาน เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1ต่อไป มีผลเป็นการลาออกจากการเป็น ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นับแต่วันพ้นกำหนด แม้โจทก์จะเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังคง เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 อยู่ การออกจากงานของโจทก์จึงต้อง เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องเกิดจากการตาย ลาออก อายุ ครบ60 ปีบริบูรณ์ ถูกสั่งให้ออก ปลดออก ไล่ออก หรือ ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดตามที่ข้อบังคับ กำหนดไว้เท่านั้น การพ้น จากตำแหน่งผู้ว่าการตามวาระของโจทก์ตาม พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทยมีผลทำให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หามีผลทำให้ โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่.
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 14พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 24พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการ จำเลยที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาน จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการให้ร่วมกับจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ซึ่งเป็นกรรมการโดยต่ำแหน่งของคณะกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(คณะกรรมการ กวท.) มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายบริหารงานและควบคุมดูแลโดยทั่วไปและรับผิดชอบซึ่งกิจการของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการออกข้อบังคับว่าด้วยการบรรจุแต่งตั้ง การออกจากงานกองทุนสงเคราะห์หรือการสงเคราะห์อื่น ๆ เพื่อสวัสดิการของพนักงานและลูกจ้าง โจทก์ได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 16กันยายน 2514 ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 ให้โอนบรรดากิจการทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งพนักงานและลูกจ้างของสถาบันวิจัยวิทยาศาตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทยไปเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้รับการโอนมาเป็นพนักงานประจำของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมายและต่อมาโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีวาระคราวละ 5 ปี รวมสองคราว จนกระทั่งโจทก์ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคราวที่ 2 ครบวาระในวันที่ 24 มีนาคม 2533โจทก์มิได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการต่ออีก และจำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงานกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันถัดจากวันครบวาระการเป็นผู้ว่าการเป็นต้นไปโดยมิได้บอกกล่าวการเลิกจ้างล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่ได้ยื่นใบลาออกไม่เคยถูกสอบสวนลงโทษทางวินัยให้ออกหรือกระทำผิดอย่างอื่น จำเลยที่ 1 งดจ่ายเงินเดือนประจำเดือนเมษายน 2533 ให้แก่โจทก์เป็นต้นมา เป็นการขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและต้องห้ามโดยกฎหมายจึงไม่มีผลบังคับ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดตำแหน่ง การบรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือนและการออกจากงาน พ.ศ. 2525 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยตกลงให้พนักงานทุกคนพ้นจากสภาพพนักงานได้เฉพาะ 5 กรณีเท่านั้น ซึ่งไม่รวมถึงการพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการโดยการครบตามวาระ นอกจากนั้นคณะกรรมการ กวท. ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 4/2523 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ว่า ในกรณีที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการให้ได้รับเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง โดยให้รวมอัตราเงินเดือนประจำตัวของผู้นั้นในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการกับเงินเพิ่มประจำตำแหน่งแล้วให้เท่ากับอัตราเงินเดือนสูงสุดของผู้ว่าการ อย่างไรก็ตามเงินเดือนประจำตัวของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นจะยังคงอยู่และจะเลื่อนขั้นขึ้นไปตามปกติและกำหนดไว้ว่าเมื่อผู้นั้นพ้นวาระของตำแหน่งผู้ว่าการแล้วให้ได้รับเงินเดือนในอัตราประจำตัวในขณะที่พ้นวาระ ดังนั้น เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตามวาระแล้ว โจทก์จึงมีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งรองผู้ว่าการ ซึ่งเป็นตำแหน่งก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการโดยต้องจ่ายเงินเดือนในอัตราประจำตัวโจทก์ในขณะที่พ้นวาระ คือพนักงานระดับ วท.11 ขั้น 30,060 บาทและต่อมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 เป็นต้นไป ต้องเปลี่ยนให้เป็นขั้น 31,220 บาท นอกจากจำเลยที่ 1 จะไม่ดำเนินการดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ได้สั่งไม่อนุมัติให้โจทก์เบิกค่ารักษาพยาบาล การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ควรได้รับเงินทั้งสิ้น 1,026,000 บาท และค่าเสียหายจากเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 9,219,033 บาท และทุก ๆ 7 วันจะมีเงินเพิ่มคงที่งวดที่ 7 วันละ 153,090 บาท ต่อไปจนกว่าจำเลยจะได้ร่วมกันชำระให้โจทก์จนครบถ้วน การกระทำของจำเลยในการงดจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ทำให้โจทก์ขาดสิทธิที่ควรได้ โจทก์ขอเหมาจ่ายค่าเสียหายส่วนนี้ในอัตราเดือนละ500 บาท จนถึงวันที่30 กันยายน 2535 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท หากจำเลยยังคงหน่วงเหนี่ยวไม่จ่ายเงินเดือน เงินเพิ่มและค่าเสียหายตามฟ้องจนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2535 อันเป็นวันสิ้นปีงบประมาณที่โจทก์มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว โจทก์ยังได้รับความเสียหายเพิ่มเติมตามข้อบังคับว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในกรณีใดกรณีหนึ่งในข้อ 8 คือการออกจากงานในวันสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์หรือกรณีสถาบันจำเลยที่ 1ให้ออกจากงานเพราะยุบเลิกตำแหน่งหรือให้ออกโดยไม่มีความผิด ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงานสำหรับจำนวนเงินสงเคราะห์ซึ่งโจทก์ทำงา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง