ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 1062/2551

หลักกฎหมาย

คำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมเป็นการเรียกค่าจ้างโฆษณางานประเภทเดียวกัน อันเกิดจากนิติกรรมประเภทเดียวกันและจากสัญญาเดียวกันที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันทำขึ้น จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยจำเลยได้กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่โดยบริบูรณ์จำเลยจึงไม่เสียเปรียบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยให้โจทก์ไปจัดเรียงคำฟ้องฉบับใหม่ตามข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วนำมาเสนอต่อศาลแทนคำฟ้องเดิมจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรค 2 (2) เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ในมูลหนี้ฐานผิดสัญญาจ้างทำของภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แล้วอายุความย่อมสะดุดหยุดอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าจ้างค้างชำระอีกส่วนหนึ่งเกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นต้นไป โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างค้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการของจำเลยซึ่งยังมิได้ระบุเรียกร้องไว้ในคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นฟ้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและขี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ซึ่งโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและทำการโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติและฮอทไอซ์ของจำเลย โดยแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นเงินค่าจ้าง 970,700 บาท ส่วนที่ 2 จำนวน 2,250,120 บาท และส่วนที่ 3 จำนวน 477,400 บาท ต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการจัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและโฆษณาโครงการดังกล่าวให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้วจำเลยได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้เพียงบางส่วน คงค้างชำระค่าขนย้ายแผ่นป้ายโฆษณางานส่วนที่ 1 พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 21,400 บาท และค้างชำระค่าจ้างพร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงานส่วนที่ 3 อีก 532,218 บาท รวมเป็นเงิน 553,618 บาท โจทก์ได้ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้วก็เพิกเฉยไม่ชำระให้ จึงขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 497,400 บาท นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในการวางบิลแต่ละฉบับจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 เป็นเงินดอกเบี้ยอีก 70,575.88 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คิดถึงวันฟ้องทั้งสิ้นจำนวน 602,793.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 497,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางสาวสุภาภรณ์มาดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยยอมรับว่า ได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติจริง แต่ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ จำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเกินกำหนด 2 ปี นับแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์แต่ภายหลังจากที่จำเลยได้ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 ต่อสู้คดีแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 โดยขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงสนับสนุนคำฟ้องเดิมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้โจทก์จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่ที่เพิ่มเติมข้อเท็จจริงตามที่ได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องแล้วมาเสนอศาลแทนคำฟ้องฉบับเดิม โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่มาเสนอต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและได้นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอ้างว่าเป็นการเสนอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมให้สมบูรณ์แต่อย่างใด กรณีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรค 2 (2) ทั้งเป็นการยื่นคำร้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 503,028.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 481,628.40 บาท นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 21,400 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกินจำนวน 70,575.88 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนเป็นประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างทำป้ายโฆษณาและค่าทำการโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการตามสำเนาสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.4 โดยตามคำฟ้องเดิมระบุการแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว ส่วนคำร้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น โจทก์ได้ขอตัดค่าจ้างงานในส่วนที่สองออกแล้วขอเพิ่มเงินค่าจ้างในส่วนที่สามแทนโดยอ้างว่าเป็นค่าจ้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งเป็นงานเพิ่มเติมจำนวน 6
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง