ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 10669/2546

หลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและอยู่ในระหว่างจำเลยยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์จึงต้องห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆขึ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยเพราะมิใช่เป็นผลจากการผิดสัญญา แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 412 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้น เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรื่องลาภมิควรได้ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็น โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามมาตรา 407 จำเลยต้องคืนเงินซึ่งได้รับไว้แก่โจทก์ตามมาตรา 406 หลังจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าที่ดิน 2,872,718 บาท คืนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถชำระได้ให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ ย. ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000,000 บาท ต่อมา ย. ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์2,600,000 บาท อันเป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ได้หักหนี้ 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ยอมให้โจทก์หักหนี้ดังกล่าวได้ ดังนี้เงิน 2,000,000 บาท จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 872,718 บาท เท่านั้น จำเลยไม่ได้ยกอายุความเรื่องลาภมิควรได้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2537 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่ที่ตำบลสาย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 38 ไร่ 76 ตารางวา ได้เสนอขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 4,363,589 บาท โจทก์วางมัดจำเป็นเงิน 2,872,718บาท ในวันทำสัญญาวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โดยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2538 หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่ได้รับไว้แล้วพร้อมเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินดังกล่าวและเบี้ยปรับอีกเดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 6,283,341บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,925,436 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ แต่โจทก์รับว่าสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทได้จำเลยทั้งสองได้รับเงินมัดจำตามสัญญาไว้เพียง 872,718 บาทและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 872,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและนายยศ บำรุงธรรม ร่วมกันถือครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการที่จำแนกป่าห้วยสัก - ป่าแม่กก (หมายเลข 43)เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเพื่อประกอบเกษตรกรรม ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 4,363,589 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และนายยศ บำรุงธรรม ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ในวันดังกล่าวโจทก์ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน2,872,718 บาท เป็นเช็คธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ลงวันที่ 25ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 872,718 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เงินอีก 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ยอมให้โจทก์หักหนี้ที่นายยศเป็นหนี้โจทก์โดยถือว่าเป็นราคาที่ดินบางส่วน ส่วนที่เหลืออีก 1,490,871 บาท โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2538 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายอมคืนเงิน 2,872,718 บาท พร้อมเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินดังกล่าวและชำระเบี้ยปรับเดือนละ 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ ครั้นถึงกำหนดจำเลยทั้งสองไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2 นั้น โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน และไม่สามารถโอนกันได้หรือไม่ปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ 2 มาเสนอขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่กรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 สามารถออกเอกสารสิทธิได้และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน คงให้การเพียงว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าและไม่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น จึงเป็นฎีกานอกคำให้การ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและอยู่ในระหว่างจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาท จึงต้องห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยไม่คำนึง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10669/2546 · ทนอย Thanoy