ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 10669/2553

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากการที่พนักงานของโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 1 เป็นค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้า เกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ควรจะได้รับ เป็นกรณีฟ้องเรียกคืนทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้รับโดยปราศจากมูลจะอ้างตามกฎหมาย เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าจะมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น การที่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 มีการตรวจหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้าย พบว่าโจทก์ส่งเงินมูลค่าสูงกว่าให้จำเลยทั้งสอง วันดังกล่าวจึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ ที่จะเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินที่ส่งผิดพลาดคืน คดีจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าจากโจทก์มากกว่าที่โจทก์ส่งให้จำเลยทั้งสองผิดพลาด หลักลบกลบหนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 587,853.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 549,571.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุที่ใช้คลุมตู้สินค้าหรือใช้ในการห่อหุ้มสินค้าระหว่างการขนส่งรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ โจทก์ตกลงให้ค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง โดยคำนวณจากราคาขายสินค้าในอัตราที่ตกลงกันเป็นคราว ๆ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 พนักงานของโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เป็นค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าเป็นเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐ เกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ควรจะได้รับเป็นเงิน 16,364 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อหักกับค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากการจำหน่ายสินค้าช่วงเดือนสิงหาคม 2548 ถึงเดือนตุลาคม 2548 จากโจทก์เป็นเงิน 136,400 บาท แล้ว จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินให้โจทก์อีก 13,110 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนให้ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองเป็นเงินไทยพร้อมดอกเบี้ยอัตราตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกคืนทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้รับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าจะมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 พนักงานของโจทก์ส่งโทรสารมายังจำเลยที่ 2 เพื่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าจากโจทก์ เป็นเงิน 12,370 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนหนึ่งกับเป็นเงิน 29,436 บาท อีกจำนวนหนึ่ง แต่โจทก์โอนเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยทั้งสองเข้าบัญชีบริษัทเตียวฮง คอมเมอร์เชี่ยล แอนด์ ไฟแนนซ์ จำกัด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ตามทางปฎิบัติการโอนค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2548 โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ถึงจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายสินค้าให้แก่โจทก์ ซึ่งมิได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อบาดหมางประการใดซึ่งเป็นเหตุในการเลิกสัญญาต่อกัน จึงต้องพิเคราะห์สาเหตุการเลิกสัญญาจากคำเบิกความของพยานบุคคลประกอบด้วย นายคิมพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า สาเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญา เนื่องจากยอดขายของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ รวมทั้งฝ่ายจำเลยไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการติดต่อกับโจทก์ กับนายคิมเบิกความว่า หลังการบอกเลิกสัญญาแล้ว หากมีคำสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2548 โจทก์ยังคงจ่ายค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าให้จำเลยทั้งสอง หากลูกค้าสั่งซื้อหลังจากนั้น โจทก์ก็จะไม่จ่ายเงินให้ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะตนเองและในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ให้การในบันทึกให้ถ้อยคำต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าให้โจทก์ในประเทศไทย โดยไม่ได้ทำสัญญาตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ในช่วงแรกโจทก์จัดส่งตารางสรุปค่าตอบแทนให้เป็นรายเดือน ในช่วงหลัง ๆ โจทก์ไม่ค่อยส่งมา พยานต้องติดตามทวงถามโจทก์จึงจัดส่งให้ หากมีปัญหาเรื่องการชำระค่าตอบแทน (ค่านายหน้า) พยานจะติดต่อกับกรรมการของโจทก์คือนางแมร์เร็ตเต้ โยเก็นเซ็น หรือนายเดนนิส เท่านั้น ไม่ได้ติดต่อกับผู้อื่น เดิมจำเลยทั้งสองได้ค่าตอบแทนจากโจทก์ในอัตราเดียวคือร้อยละ 28 ของราคาสินค้า ต่อมาโจทก์ขยายกิจการตั้งบริษัทแคร์เท็กซ์ จำกัด ในประเทศไทยและใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น จึงขอปรับค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่จำเลยทั้งสองลงเป็นร้อยละ 25 สุดท้ายขอลดลงเหลือร้อยละ 20 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่จัดทำตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจะจ่ายให้จำเลยทั้งสองเป็นรายเดือน จากนั้นในเดือนถัดมาหรือในเดือนต่อ ๆ มา โจทก์จึงส่งเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าตามตารางสรุปค่าตอบแทนดังกล่าว คำนวณในช่วงเวลาหนึ่งจัดส่งให้แก่จำเลยทั้งสองตามที่โจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง