ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 1067/2552

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม 4 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม 4 ฉบับ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับการกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา เมื่อมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องเรียกค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,325.37 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,212.57 บาท รวมเป็นเงิน 10,537.94 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าปรับให้ 3,000 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เพียง 7,537.94 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาในการกำหนดค่าปรับเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเห็นพ้องกับการกำหนดค่าปรับของศาลอุทธรณ์และไม่ฎีกาค่าปรับในส่วนนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขได้ตามมาตรา 142 (5) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 กำหนดอัตราค่าปรับให้หน่วยราชการใช้และถือปฏิบัติเป็นหลักทั่วไปเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม หากให้แต่ละหน่วยราชการต่างกำหนดค่าปรับเองกรณีผิดสัญญาก็จะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าปรับที่กำหนดในระเบียบดังกล่าวจะเหมาะสมแก่ทุกกรณี เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเป็นความรับผิดที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ ประกอบกับหนังสือค้ำประกันระบุว่า ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น และให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนซึ่งมีลักษณะต้องร่วมรับผิดอยู่แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับจำเลยที่ 1 รวม 4 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 9 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ราคา 379,850 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ซื้อแท่นระดับราคา 53,500 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 15 มกราคม 2539 ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้าราคา 212,000 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 29 มกราคม 2539 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2539 ซื้อเครื่องม้วนโลหะราคา 743,650 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 28 มกราคม 2540 หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าปรับร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันส่งมอบหรือวันบอกเลิกสัญญา ในการทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มามอบแก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญารวม 4 ฉบับ เป็นเงิน 18,992,50 บาท 2,675 บาท 10,600 บาท และ 37,182.50 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซึ่งต้องรับผิดชำระค่าปรับ โดยสัญญาฉบับแรกต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2540 เป็นเงิน 104,078.90 บาท ฉบับที่ 2 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 6,955 บาท ฉบับที่ 3 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 80,560 บาท และฉบับที่ 4 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 562,199.40 บาท รวมเป็นค่าปรับทั้งสิ้น 753,793.30 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว ครบกำหนดชำระตามหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,116.51 บาทรวมค่าปรับและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 793,909.81 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันด้วย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 793,909.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 753,793.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นเงิน 76,092.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับ เนื่องจากได้ส่งมอบเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า 2 เครื่อง และแท่นระดับตรงตามสัญญาแล้ว แต่คณะกรรมการตรวจรับไม่ยอมรับ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ค่าปรับที่โจทก์เรียกเป็นเวลานานและเป็นจำนวนที่สูงเกินไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเครื่องม้วนโลหะให้แก่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ไม่ใช่กรณีส่งมอบสิ่งของไม่ครบถ้วน โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวัน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสิ่งของให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 138,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์จำนวน 69,450 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 193,488 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เป็นเงินจำนวน 76,092.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6, จ.15, จ.27 และ จ.35 และจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มาเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญามอบให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับจึงต้องเสียค่าปรับให้แก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง