ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 1068/2563

หลักกฎหมาย

ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มาตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจะยุติเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจึงชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์ในการพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 24 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน เมื่อรวมโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายโต๊ด ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง เพื่อนรุ่นพี่ของนายชนะชัย ลวนลามนางสาววิภาวดี คนรักของนายชนะชัย ทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มของนายชนะชัยเมื่อได้ทราบเรื่องเกิดความไม่พอใจ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 โทรศัพท์นัดพบกับนายกฤติพงษ์ เพื่อนในกลุ่มของนายโต๊ด เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่แฟลตดินแดงที่เกิดเหตุ เวลา 17 นาฬิกาเศษ นายกฤติพงษ์กับพวกรวม 7 คน พากันขับรถจักรยานยนต์มาถึงแฟลตดังกล่าว จอดรถไว้ริมทางเท้าฝั่งตรงข้ามกับแฟลตที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับวินรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนายไพฑูลย์ ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรอผู้โดยสารอยู่ นายกฤติพงษ์ นายเต๋า ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงน้องชายนายโต๊ด กับนายทัตพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 น้องชายนายกฤติพงษ์ พากันเดินไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนถืออาวุธมีดความยาวรวมด้ามประมาณ 1 ฟุต รออยู่บนทางเท้าหน้าแฟลตที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 1 ออกมาจากใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 ใช้อาวุธปืนยิง 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 เป็นแผลขนาด 0.8 เซนติเมตร และถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นแผลถลอกลึกขนาด 1 เซนติเมตร สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควร คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 โดยศาลอุทธรณ์เพียงแก้ไขจำนวนค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1068/2563 · ทนอย Thanoy