คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 10683/2550
หลักกฎหมาย
ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุการนั้น" ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 2 ปี นับแต่วันใดและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย โดยมิได้ระบุว่าวันเกิดเหตุวินาศภัยซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จะอนุมานเอาจากคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งนั้นว่าความเสียหายเกิดวันเดือนปีใดไม่ได้ และจะถือว่าคู่ความอีกฝ่ายรู้แล้วก็ไม่ได้ ทั้งมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ มิฉะนั้นจะเป็นคำให้การที่ไม่ชอบและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,294,045 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,730,870 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของนางอาภาเคลือบคลุม โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระหรือชดใช้ให้นางอาภาไปแล้วเป็นเงินเท่าใด และในคดีที่นางอาภาฟ้องโจทก์มีผู้รับเหมาเป็นจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับโจทก์ด้วย เพราะเหตุใดโจทก์จึงเรียกร้องเอากับจำเลยเต็มจำนวน 1,000,000 บาท เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า นางอาภาตรวจพบว่าบ้านของตนเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท นางอาภาได้ฟ้องโจทก์กับผู้รับเหมาเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์กับผู้รับเหมาร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จและยังได้บรรยายว่าให้รับผิดในค่าเสียหายนอกจากนี้ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความด้วย ฟ้องของโจทก์จึงระบุค่าเสียหายจำนวนแน่นอนตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งโจทก์มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาดังกล่าวเต็มจำนวน ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดเต็มจำนวนตามคำพิพากษานั้น เนื่องจากโจทก์กับผู้รับเหมาต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ทำให้บ้านของนางอาภาเสียหาย ตามกฎหมายนางอาภาซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีให้โจทก์หรือผู้รับเหมาที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยร่วมหรือลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งให้ร่วมกันรับผิดต่อนางอาภาเต็มจำนวนได้ เมื่อโจทก์ซึ่งต้องผูกพันชำระค่าเสียหายให้นางอาภาตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าว แม้โจทก์จะยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นางอาภา ก็มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นางอาภาแล้ว ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของนางอาภาจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุวันเวลาที่เกิดเหตุวินาศภัยไว้ตามคำให้การข้อ 4 แต่ก็พออนุมานได้ว่าเกิดความเสียหายในวันเดือนและปีใดซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมทราบดีอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดย่อมนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 2 ปี นับแต่วันใดและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย โดยมิได้ระบุว่าวันเกิดเหตุวินาศภัยซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จะอนุมานเอาจากคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งนั้นว่าความเสียหายเกิดวันเดือนปีใดไม่ได้ และจะถือว่าคู่ความอีกฝ่ายรู้แล้วก็ไม่ได้ ทั้งมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ มิฉะนั้นจะเป็นคำให้การที่ไม่ชอบและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่า ความเสียหายของบ้านพิพาททั้งสองหลังตามฟ้องไม่อยู่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง