ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 107/2543

หลักกฎหมาย

คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์เป็นคดีละเมิดขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท แต่เมื่อจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่แต่ละคนครอบครองอยู่ได้ซื้อมาจาก พ. และชำระราคาแล้ว จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้วคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การด้วยพร้อมทั้งขอให้ศาลบังคับตามฟ้องแย้ง ก็หาเป็นเหตุให้คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์กลับมาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ การฟ้องแย้งของจำเลยคงมีผลทำให้จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันด้วยเท่านั้นเมื่อคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำนวนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นฟังว่าการซื้อขายที่ดินระหว่าง พ. กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายแม้ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยมิได้ระบุว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างพ. กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อขาย พ. มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยมิได้ระบุอ้างว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพียงแต่ระบุอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้งจำเลยก็ได้มีคำขอท้ายฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมีผลผูกพัน พ. และโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่ละส่วนแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งของจำเลย พ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย เมื่อ พ. ถึงแก่กรรมทรัพย์มรดกของ พ. ตกทอดแก่โจทก์ โจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของพ. เมื่อ พ. มีหน้าที่ต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่ดำเนินการตามหน้าที่ของ พ. สืบต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรก สำนวนที่สอง สำนวนที่สามและสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสี่สำนวน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมออกจากที่ดินของโจทก์ และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสี่เป็นเนื้อที่คูหาละประมาณ 2 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทั้งสี่สำนวน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทในส่วนที่ติดกับตึกแถวเลขที่ 909/21 เนื้อที่ 2 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 ในส่วนที่ติดกับตึกแถวเลขที่ 909/25 เนื้อที่ 2 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในส่วนที่ติดกับตึกแถวเลขที่ 909/27เนื้อที่ 2 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 3 และในส่วนที่ติดกับตึกแถวเลขที่ 909/28 เนื้อที่ 2ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 4 ขนาดที่ดินพิพาทกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร ทั้งสี่แปลง โดยให้แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดพิพาท แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่สำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์เป็นคดีละเมิดขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ทั้งที่ดินพิพาทก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะให้เช่าได้ คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้จำเลยจะให้การและฟ้องแย้งโดยอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็มีผลเพียงแต่ทำให้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยเท่านั้นเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เห็นว่า แม้คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จะเป็นคดีละเมิดขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสี่ต่างให้การว่าที่ดินพิพาทที่แต่ละคนครอบครองอยู่นั้น ได้ซื้อมาจากนาวาเอกหลวงพินิจกลไกและชำระราคาแล้ว จำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้จำเลยทั้งสี่จะฟ้องแย้งมาในคำให้การด้วยพร้อมทั้งขอให้ศาลบังคับตามฟ้องแย้ง ก็หาเป็นเหตุให้คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์กลับมาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ การฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวคงมีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันด้วยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างตกลงกันว่าที่ดินพิพาทราคาตารางวาละ 25,000 บาท คดีทั้งสี่สำนวนพิพาทกันมีเนื้อที่สำนวนละ 2 ตารางวา จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์สำนวนละ 50,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำนวนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงของโจทก์ชอบแล้ว ปัญหาต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอฟ้องแย้งหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ประเด็นข้อพิพาทที่จะทำให้โจทก์หรือจำเลยทั้งสี่ชนะคดี คือประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่เท่านั้นส่วนข้ออ้างของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าจำเลยทั้งสี่ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนาวาเอกหลวงพินิจกลไกและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว โดยนาวาเอกหลวงพินิจกลไกสัญญาว่าจะไปแบ่งแยกโฉนดและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสี่ในภายหลังนั้น แม้โจทก์จะโต้แย้งข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์แล้วก็ตามก็เป็นเพียงการโต้แย้งกันในประเด็นที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเด็นที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของจำเลยทั้งสี่เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นนำเรื่องสัญญาซื้อขายที่โจทก์จำเลยทั้งสี่โต้เถียงกันในฐานะเป็นส่วนประกอบของข้ออ้างที่จำเลยทั้งสี่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของจำเลยทั้งสี่มาใช้เป็นข้อวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทหลัก จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษาเกินคำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 107/2543 · ทนอย Thanoy