คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 10707/2550
หลักกฎหมาย
ปัญหาว่าสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์รับเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้รับจากลูกความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยมีสิทธิยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ตามสัญญาจ้างว่าความกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย โดยจำเลยจะต้องชำระค่าทนายความแก่โจทก์ตามผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกา ปรากฏว่าหากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี คงมีผลเพียงว่าจำเลยไม่ต้องแบ่งที่ดินให้แก่ ช. เท่านั้น ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของจำเลยเช่นเดิม จำเลยหาได้ทรัพย์สินเพิ่มเติมจากการเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ การที่คิดค่าทนายความตามผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จึงมิใช่เป็นการคิดค่าทนายความตามส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเป็นความ สัญญาว่าจ้างความจึงไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญและการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือจ่ายสินจ้างตามที่ตกลงกันไว้ แม้จะตกลงค่าจ้างว่าความไว้ในอัตราสูงก็หาได้ทำให้สัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ โจทก์ชอบที่จะได้รับค่าว่าความเต็มจำนวน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกันยายน 2538 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความของจำเลยเพื่อเขียนคำฟ้องฎีกายื่นต่อศาลในคดีซึ่งนางซิ้วเฮียะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอหย่าและแบ่งสินสมรส ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 971/2535 มีข้อตกลงว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้องในส่วนที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 1379 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท หากศาลฎีกายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ 5,000,000 บาท โดยจะจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1176 และ 1179 ให้โจทก์หนึ่งในสามส่วน ส่วนที่โจทก์ขอแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1182, 1379, 1380 และ 2424 ให้ยก จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ 10,000,000 บาท แต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 125,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า สัญญาจ้างว่าความเกิดจากการหลอกลวงฉ้อฉลของโจทก์และนายมนูว่าจะสามารถวิ่งเต้นคดีได้โดยโจทก์และนายมนูอ้างว่าถ้าให้โจทก์ฟ้องฎีกาให้ จำเลยต้องทำสัญญาจ้างว่าความในจำนวนเงิน 10,000,000 บาท เพราะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาผู้ที่วิ่งเต้นคดีให้จำเลย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ เนื้อความตามสัญญาจ้างว่าความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากเป็นการอาศัยประโยชน์จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งได้พิพากษาเป็นประโยชน์ต่อจำเลยอยู่แล้วและนางซิ้วเฮียะโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ได้ยื่นฎีกาแต่โจทก์กลับเขียนสัญญาโดยอาศัยประโยชน์จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรียกค่าจ้างดังกล่าวอีก จึงเป็นสัญญาที่เอาเปรียบจำเลยผู้ไม่รู้ เป็นสัญญาที่ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกันได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1379 และเลขที่ 1182 ถึงแม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามฎีกาโจทก์ก็ตาม แต่ตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ได้หยิบข้อเท็จจริงที่ได้ต่อสู้กันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นไปตามบรรทัดฐานและแนวคำพิพากษาฎีกาเดิม การเรียกค่าจ้างของโจทก์สูงเกินความจริง ผิดมารยาททนายความที่ต้องคำนึงถึงลักษณะงานที่ทำ ความยากง่าย ระยะเวลาการทำงาน หาใช่ทุนทรัพย์ในคดีเป็นหลัก หากจำเลยต้องชำระค่าทนายความให้โจทก์ก็ไม่เกินจำนวน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องห้ามมิให้คิดเกิน 125,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นายหัทธนัยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2533 นางซิ้วเฮียะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอหย่าและแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1379, 13780 และ 1134 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 และ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่า 117,120,000 บาท หากจำเลยไม่แบ่งสินสมรสให้แก่นนางซิ้วเฮียะกึ่งหนึ่งก็ให้แบ่งเงินให้แก่นางซิ้วเฮียะกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 58,560,000 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2533 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางซิ้วเฮียะและจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้แบ่งสินสมรสระหว่างนางซิ้วเฮียะและจำเลยคนละครึ่งตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1134, 1379 และ 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 และ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง