ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2531

ฎีกาที่ 1071/2531

หลักกฎหมาย

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันยื่นคำร้องคือวันที่ 20มกราคม 2530 ก่อนโจทก์ยื่นคำคัดค้านจำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกรณีฉุกเฉิน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตโดยให้จำเลยนำเงินค่าจ้างไปวางศาลเมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ได้ก็ให้จำเลยขอรับเงินค่าจ้างคืนไป แต่ถ้าไม่อนุญาตให้เลิกจ้างก็ให้โจทก์รับเงินค่าจ้างไปได้ แสดงว่าจำเลยประสงค์เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2530 การที่ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวนหนึ่งโดยให้โจทก์ไปขอรับจากศาลแรงงานกลางตามที่จำเลยได้วางไว้ ส่วนที่เหลือให้จำเลยรับคืนไป และโจทก์ไม่ติดใจในเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมค่าเสียหายและค่าชดเชยเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้ตามที่ตกลงกันแต่ข้อตกลงไม่แจ้งชัดว่าจะให้เลิกจ้างเมื่อใด เช่นนี้คำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามคำขอของจำเลยโดยจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2530.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2530 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างต่อศาลแรงงานกลางโจทก์คัดค้านคำร้องขอเลิกจ้าง ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2530โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ย้อนหลังไปวันที่ 20 มกราคม 2530 ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพราะศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้าง ระหว่างวันที่ 16มกราคม 2530 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 โจทก์ยังเป็นลูกจ้างจำเลยมีสิทธิได้รับค่าจ้างรวมทั้งค่าชดเชยเพราะข้อตกลงประนีประนอมยอมความในส่วนค่าชดเชยที่ว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่มีผลบังคับทั้งจำเลยไม่ยอมจ่ายเงินโบนัสให้ ขอให้บังคับจำเลยกำหนดวันเลิกจ้างเป็นวันที่ 22 มิถุนายน 2530 จ่ายค่าจ้างที่ค้างระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 และค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทำผิดระเบียบข้อบังคับและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอย่างร้ายแรง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อจำเลย โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างตามที่จำเลยขอ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20มกราคม 2530 ตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบและจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 16 - 19มกราคม 2530 กับค่าชดเชย เพราะโจทก์ตกลงสละสิทธิไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลบังคับได้ ส่วนเงินโบนัสก็ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องจ่ายให้โจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ระบุให้เลิกจ้างเมื่อใดจำเลยไม่อาจเลิกจ้างก่อนมีคำสั่งอนุญาต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้าง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกในระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 22มิถุนายน 2530 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 จากจำเลยหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 286/2530 หมายเลขแดงที่ 2495/2530 ของศาลแรงงานกลางโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นได้ชัดว่าโจทก์จำเลยยอมสละข้อหาข้อต่อสู้ทั้งหมด ไม่ติดใจเรียกร้องกันอีกต่อไปซึ่งเป็นการยอมให้เลิกจ้างได้โดยไม่ติดใจเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างอีก การยอมให้จำเลยเลิกจ้างได้นั้น แม้มิได้ระบุว่าให้เลิกจ้างเมื่อใดแต่ก็เป็นการอนุญาตตามคำขอคือจำเลยขอให้เลิกจ้างตั้งแต่วันยื่นคำร้องคือวันที่ 20มกราคม 2530 จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้นับแต่วันยื่นคำร้องพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 2495/2530 ของศาลแรงงานกลางนั้น จำเลยได้มีคำขอเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม2530 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำร้องเป็นต้นไป ต่อมาในวันที่ 27 มกราคม 2530 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นคำคัดค้านจำเลยได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยขอให้มีคำสั่งห้ามโจทก์เข้าไปในบริเวณโรงงานของจำเลย และระหว่างการพิจารณาจำเลยยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ หากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันที่ยื่นคำร้องจำเลยก็ต้องไปเรียกร้องเอาค่าจ้างคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นการยากที่จะเรียกคืนได้ จำเลยจึงขอวางเงินค่าจ้างดังกล่าวต่อศาล เมื่อคดีถึงที่สุดหากศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลิกจ้างได้จำเลยก็จะขอรับเงินที่วางนั้นคืนเมื่อศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งอนุญาตตามขอโดยมีรายละเอียดเฉพาะเรื่องค่าจ้างของโจทก์ว่า อนุญาตให้จำเลยนำเงินค่าจ้างของโจทก์มาวางศาลได้เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างได้ก็ให้จำเลยมารับคืนไป แต่ถ้าไม่อนุญาตให้เลิกจ้างก็ให้โจทก์มารับไปได้ พฤติการณ์ตามที่ได้ความนี้จึงมีความหมายว่าจำเลยประสงค์เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่20 มกราคม 2530 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องขอเลิกจ้าง และจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ไว้แล้ว อีกทั้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาก็เข้าใจคำขอของจำเลยดีอยู่แล้ว การที่ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยินยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์แต่ละคนเป็นเงินจำนวนหนึ่งโดยให้โจทก์ไปขอรับจากศาลแรงงานกลางตามที่จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง