คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 10741/2559
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 22 ทำสัญญาเช่าถังแก๊สจำนวน 42 ฉบับ กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 โดยไม่มีเจตนาให้มีผลผูกพันในทางการค้าอย่างแท้จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 22 อ้างสัญญาเช่าถังแก๊สอันเป็นเท็จดังกล่าว เพื่อตกแต่งบัญชีโดยสั่งให้บันทึกรายได้ค่าเช่าถังแก๊สลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 แล้วนำรายได้นั้นจัดทำและส่งเป็นงบการเงินต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ให้หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 22 มีกำไรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 22 สูงขึ้น จึงเป็นความผิดตาม มาตรา 312 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 องค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวข้อความที่ว่า เพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นเจตนาพิเศษซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่า สัญญาเช่าถังแก๊สดังกล่าวไม่ใช่สัญญาที่แท้จริง แต่ทำขึ้นเพื่อประสงค์ให้จำเลยที่ 22 อาศัยสัญญาเช่าไปบันทึกลงในบัญชีและงบการเงินว่าจำเลยที่ 22 มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าความเป็นจริง งบการเงินนั้นเมื่อยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว หลังจากนั้นจะปรากฏแก่สาธารณชน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลประกอบการของจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีเจตนาเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 312 แล้ว และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และจำเลยที่ 21 โดยไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง จัดทำหรือยินยอมให้จัดทำบัญชีให้กู้ยืมและบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 22 ว่าที่ประชุมอนุมัติให้นิติบุคคลทั้ง 2 ราย กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเท็จ แล้วจำเลยที่ 22 ส่งบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ให้หลงเชื่อว่ามีการให้กู้เงินจริง และการร่วมกันจัดทำบัญชีให้กู้ยืมและบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการโดยมีจุดประสงค์ให้บุคคลใดก็ตามที่เห็นบัญชีและรายงานการประชุมดังกล่าวหลงเชื่อว่ามีการให้กู้เงินจริง ครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 312 แล้วอีกกระทงหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 20 แม้ไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและการทำงบการเงินของจำเลยที่ 22 ด้วย แต่การทำสัญญาเช่าถังแก๊สที่ไม่จริงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้อาศัยสัญญาเช่าที่ไม่จริงหรือเป็นเท็จไปลงในบัญชีของจำเลยที่ 22 เพื่อลวงบุคคลใด ๆ จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 21 กู้ยืมเงินอันเป็นเท็จเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ทั้งที่ไม่มีการกู้เงินกันจริง จำเลยที่ 10 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้แต่ไม่เคยได้รับเงินกู้เลยย่อมรู้ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 10 และที่ 21 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตาม มาตรา 312 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 21 จึงมีความผิดตาม มาตรา 315 ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 หมวด 12 การควบบริษัท บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการในการควบบริษัท โดยในมาตรา 151 และ 152 กำหนดให้คณะกรรมการบริษัทที่ควบกันแล้วต้องขอจดทะเบียนการควบบริษัทต่อนายทะเบียนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว ให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล จึงไม่ได้มีลักษณะเหมือนกรณีจำเลยที่เป็นบุคคลธรรมดาตาย การควบบริษัทมีผลให้จำเลยที่ 22 หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลโดยผลของกฎหมายและตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ที่กำหนดว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำผิดก็หาได้กำหนดถึงกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลควบบริษัทด้วยไม่ บริษัทที่ควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้นทั้งหมดตาม มาตรา 153 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 การที่จำเลยที่ 22 ได้ควบบริษัทกับบริษัท ว. และเกิดเป็นบริษัทใหม่ คือ บริษัท ด. ความรับผิดทางอาญาของจำเลยที่ 22 จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1)
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83ป.วิ.อ. 39พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 153พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 312พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 315
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56, 274, 307, 308, 311, 312, 313 และ 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56 (1) ถึง (3) ประกอบมาตรา 312 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 จำเลยที่ 22 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56 (1) ถึง (3) ประกอบมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานเป็นกรรมการของบริษัทมหาชนจำกัด ร่วมกันทำหรือยินยอมให้ทำบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลไม่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง หรือเป็นเท็จเพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล กระทำความผิดตามมาตรา 312 จำคุกจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 คนละ 5 ปี ปรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 21 นิติบุคคลคนละ 600,000 บาท ความผิดฐานเป็นบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ไม่รายงานงบการเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด ปรับจำเลยที่ 22 จำนวน 100,000 บาท คำขอและข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 7 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 7 และที่ 8 เสียจากสารบบความศาลฎีกา ส่วนทนายจำเลยที่ 22 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยฐานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 22 เนื่องจากจำเลยที่ 22 ควบบริษัทกับบริษัทเวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด เกิดเป็นบริษัทใหม่ชื่อ บริษัทดับบิลพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 22 จึงหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 22 ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงบรรจุแก๊สปิโตรเลี่ยมเหลว จำเลยที่ 22 เป็นผู้ค้าแก๊สรายใหญ่จะจัดหาถังแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สซึ่งเป็นผู้ค้าส่งลำดับรองลงมายืมถังแก๊สโดยเรียกค่ามัดจำถังแก๊สไว้ เงินมัดจำดังกล่าวเดิมจำเลยที่ 22 ต้องนำลงไว้ในหมวดหนี้สินของบัญชีงบดุล เมื่อลูกค้าส่งคืนถังแก๊สสามารถเรียกมัดจำคืนได้ทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 จำเลยที่ 22 เปลี่ยนวิธีการวางมัดจำเป็นการเช่าถังแก๊ส โดยจำเลยที่ 22 ทำสัญญาเช่าถังแก๊สกับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 รวมทั้งสิ้น 42 ฉบับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 22 นำเงินค่าเช่าถังแก๊สลงบัญชีแยกประเภทประจำเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2547 และนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 และที่ 3 กับงบการเงินประจำปี 2547 ของจำเลยที่ 22 ซึ่งผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีแล้ว โดยนำรายได้ที่ลงในบัญชีแยกประเภทมาลงในงบกำไรขาดทุนว่า ปี 2547 จำเลยที่ 22 มีกำไร 178,440,072 บาท ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และจำเลยที่ 22 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง จำนวน 77,000,000 บาท แบ่งจ่ายเงินให้แก่ผู้กู้เป็น 2 งวด งวดแรกจำนวน 60,000,000 บาท งวดที่สอง 17,000,000 บาท โดยในวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเอายอดหนี้เงินกู้ไปลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 และวันที่ 9 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 22 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 21 โดยจำเลยที่ 10 เป็นผู้แทนนิติบุคคล จำนวน 389,286,000 บาท แบ่งจ่ายเงินให้แก่ผู้กู้ 7 งวด งวดที่ 7 จำนวนเงิน 25,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอายอดหนี้เงินกู้ไปลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำรายงานการประชุมของคณะกรรมการจำเลยที่ 22 ครั้งที่ 17/2547 ซึ่งมีข้อความระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการได้อนุมัติให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง กู้ยืมเงิน 300,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 21 กู้ยืมเงิน 400,000,000 บาท ไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง