ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 10755/2551

หลักกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ส่วนของ บ. บิดาโจทก์ทั้งสองและส่วนของ ผ. ซึ่งเป็นบิดาของ บ. มิได้ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรง เพราะจำเลยเป็นเพียงพี่สาวมิใช่ทายาทโดยธรรมของ บ. สำหรับที่ดินของ ผ. แม้ต่อมาตกเป็นมรดกของทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วยก็มิใช่การพิพาทกันเรื่องมรดกโดยตรง แต่พิพาทกันในส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของ ผ. การที่คำฟ้องกล่าวถึงการขอรับมรดกหรือการรับมรดกแทนที่ของโจทก์ทั้งสองและของ ผ. ในกรรมสิทธิ์รวมที่เป็นส่วนของ บ. และ ผ. ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ บ. ซึ่งโจทก์ทั้งสองทายาทของ บ. เข้ารับมรดกแทนที่ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมรดกเลยไม่ว่าเรื่องคดีขาดอายุความ (มรดก) ตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและจำเลยแก้ฎีกาไว้ รวมทั้งฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอในกรณีที่กำหนดให้จำเลยชำระราคาค่าที่ดินในส่วนของ บ. ในราคา 417,600 บาท ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ซึ่งเป็นส่วนของ บ. ตามคำฟ้องเฉพาะในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเท่านั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมรดกของนายบุญศรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยโอนที่ดินส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมรดกส่วนของนายผันให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากดำเนินการไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 เป็นของจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายบุญศรีและนายผัน โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับทายาทอื่นเป็นเวลากว่า 30 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย มิได้ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายบุญศรีและนายผันภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และมิได้ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกของนายบุญศรีกับนายผันสิ้นสุดลง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 ตำบลบึงน้ำรักษ์ (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่โจทก์ทั้งสองหนึ่งในสามส่วน แต่ทั้งนี้ต้องมีจำนวนเนื้อที่ไม่เกินที่โจทก์ขอ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่อาจแบ่งได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายนำเงินมาแบ่งปันกัน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 417,600 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ส่วนของนายบุญศรีบิดาโจทก์ทั้งสองและส่วนของนายผันซึ่งเป็นบิดาของนายบุญศรี มิได้ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรง เพราะจำเลยเป็นเพียงพี่สาวของนายบุญศรี มิใช่ทายาทโดยธรรมของนายบุญศรี และสำหรับที่ดินของนายผัน แม้ต่อมาตกเป็นมรดกของทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วยก็มิใช่การพิพาทกันเรื่องมรดกโดยตรง แต่พิพาทกันในส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายผัน การที่คำฟ้องกล่าวถึงการขอรับมรดกหรือการรับมรดกแทนที่ของโจทก์ทั้งสองและของนายผันในกรรมสิทธิ์รวมที่เป็นส่วนของนายบุญศรีและนายผัน ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนายบุญศรีซึ่งโจทก์ทั้งสองทายาทของนายบุญศรีได้เข้ารับมรดกแทนที่ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมรดกเลย ไม่ว่าเรื่องคดีขาดอายุความ (มรดก) ตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและจำเลยแก้ฎีกาไว้ รวมทั้งฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอในกรณีที่กำหนดให้จำเลยชำระราคาค่าที่ดินในส่วนของนายบุญศรีในราคา 417,600 บาท ดังนั้น ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ซึ่งเป็นส่วนของนายบุญศรีตามคำฟ้องเฉพาะในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเท่านั้น สำหรับปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า นายผันได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2452 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายบุญศรีด้วยให้นายเล็กทั้ง ๆ ที่เมื่อนายผันรับมรดกส่วนของนายบุญศรีแทนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ นายผันบันทึกไว้ในคำขอรับโอนมรดกเฉพาะส่วนว่านายผันจะจัดการโอนให้ในภายหลังแล้วนายผันได้ซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4161 ในวันเดียวกัน โดยนายผันได้นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2452 ไปซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 จากนายบุญช่วย กับนายบุญชู พยานโจทก์ซึ่งนายเล็กให้ใส่ชื่อไว้แทน คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำเบิกความของนายบุญชูผู้ขายที่ยืนยันว่า นายผันเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 มิใช่จำเลยดังที่จำเลยนำสืบ ประกอบกับที่จำเลยเบิกความว่า เงินที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 จำเลยได้มาจากส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ที่นายผันแบ่งให้เป็นเงิน 10,000 บาทเศษ กับเงินของจำเลยส่วนอื่นที่จำเลยเก็บไว้เป็นเงินทั้งสิ้น 37,100 บาทนั้นก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย จำเลยไม่อาจกำหนดรายละเอียดของเงินที่อ้างว่านำมาซื้อที่ดินดังกล่าวได้ แม้แต่จำนวนเงิน 1 ใน 3 ที่จำเลยอ้างว่านายผันแบ่งให้จำเลยก็ได้แต่กะประมาณว่า 10,000 บาท ส่วนเงินเก็บก็ไม่อาจให้รายละเอียดว่ามีจำนวนเท่าใดเช่นกัน และเงินเก็บนั้นจำเลยเก็บไว้อย่างไร ถ้าเป็นเงินเก็บที่ฝากไว้ที่ธนาคารก็ต้องมีหลักฐานการเบิกเงิน ข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของนายบุญชูที่เบิกความยืนยันว่า ในวันทำสัญญาขายที่ดินนั้นไม่มีการจ่ายเงินให้แก่กัน เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนกัน จำเลยจึงไม่อาจให้รา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10755/2551 · ทนอย Thanoy