คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 1076/2551
หลักกฎหมาย
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ มิใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิหรือไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงว่านายจักรวาฬ และนายธงชัยได้กระทำความผิดอาญาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวัน โดยจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำขนาด 18 ลิตร ซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ใช้ดื่มกิน และต่อมามีนายพิสิฎฐ์หัวหน้างานของบริษัทมาดื่มน้ำที่เจือสารพิษในถังน้ำดังกล่าว เป็นเหตุให้นายพิสิฎฐ์มีอาการปวดท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยมิได้พบเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำดื่มซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทดื่มกินตามที่จำเลยได้แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับความเสียหาย ถูกดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค และเป็นการกระทำเพื่อจะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง ได้รับแจ้งจากพนักงานบริษัทจรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ว่า มีคนร้ายนำสารพิษเจือปนในน้ำดื่มที่บริษัทจัดไว้ให้แก่พนักงาน และมีพนักงานของบริษัท 4 คน ดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มดังกล่าวแล้วมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจึงไปตรวจสอบ ต่อมาจากการสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ วันที่ 28 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยได้เรียกจำเลยมาสอบสวนเป็นพยาน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทที่เกิดเหตุ จำเลยให้การเพิ่มเติมว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา จำเลยเห็นนายจักรวาฬ และนายธงชัยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และหลังเกิดเหตุจำเลยถูกนายจักรวาฬข่มขู่มาโดยตลอด เนื่องจากจำเลยเห็นเหตุการณ์และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ที่จำเลยให้การเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนในครั้งหลังนี้เพราะนายจักรวาฬถูกไล่ออกไปแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีอุทัยได้ดำเนินคดีแก่นายจักรวาฬและนายธงชัยในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคและพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ต่อมาพนักงานอัยการอ้างจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยกลับเบิกความในคดีทั้งสองคดีนั้นว่า จำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายนำสารพิษใส่ลงไปในน้ำดื่ม และยืนยันว่าที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นั้นเป็นเท็จรายละเอียดตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ..10 พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดโดยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 และก่อนจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวพยานได้ให้จำเลยอ่านบันทึกคำให้การด้วยตนเองและพยานได้อ่านให้จำเลยฟังแล้ว แต่ต่อมาเมื่อจำเลยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยเป็นจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่เคยให้การไว้ว่านายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดและจำเลยยังยืนยันต่อศาลด้วยว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่าจำเลยเห็นนายจั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง