ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 108/2546

หลักกฎหมาย

จำเลยได้รับแจ้งจาก ห. ว่าผู้เสียหายล่อลวง ห. ไปที่บังกะโลเพื่อล่วงเกินทางเพศ จำเลยโกรธแค้นจึงวางแผนให้ ห. โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายให้ออกจากบ้านไปหา ห.ที่จุดเกิดเหตุเพื่อทำร้ายสั่งสอนเป็นการแก้แค้นแทน ห. เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกที่รออยู่วิ่งเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายทันทีผู้เสียหายหลบหนีจำเลยกับพวกไล่ตามและจำเลยใช้มีดขู่เข็ญพาตัวผู้เสียหายไปแล้วพวกของจำเลยใช้ของแข็งตีศรีษะผู้เสียหายจนผู้เสียหายแกล้งทำเป็นหมดสติจากนั้นจำเลยกับพวกหนีไปโดยถือโอกาสเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยซึ่งการใช้มีดขู่เข็ญผู้เสียหายและการทำร้ายผู้เสียหายในตอนหลังเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากสาเหตุเดิมที่จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายหาใช่ว่าจะมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรกไม่การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา296ไม่ได้คงลงโทษได้ตามมาตรา295เท่านั้นและจำเลยยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา335(1)วรรคแรกด้วยแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามมาตรา340วรรคสองเพียงกระทงเดียวศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นตามมาตรา295ประกอบด้วยมาตรา83กระทงหนึ่งและฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา335(1)วรรคแรกอีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าข้อหาฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา192 ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่าหลังจากมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายเมื่อเวลา22.30น.แล้วจำเลยขับรถกลับบ้านและไม่ได้ออกไปไหนอีกซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้สิ้นสุดลงแล้วจำเลยจะมาฎีกาโต้แย้งว่าคืนเกิดเหตุเวลา0.30น.จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยบันดาลโทสะเพราะผู้เสียหายเหยียดหยามศักดิ์ศรีจำเลยโดยพา ห. เข้าบังกะโลเพื่อข่มขืนกระทำชำเราหาได้ไม่เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง มีไม้ไม่ทราบขนาดและมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัว ร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครศรีธรรมราช ร - 0732 ราคา 70,000 บาท เงินสดจำนวน 15,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 5,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น ราคา 15,000 บาท แหวนทองคำ 1 วง ราคา 7,000 บาท และเอกสารต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 170,000 บาท ของนายปรัชญา นวลรอด ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในการปล้นทรัพย์ดังกล่าว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ไม้ทุบตีและใช้มีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,340 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 170,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 170,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน112,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2539 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา นายปรัชญา นวลรอด ผู้เสียหายได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกรวม 4 ถึง 5 คน ได้ร่วมกันรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและปล้นทรัพย์ตามฟ้องของผู้เสียหายไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 0.30 นาฬิกา ของวันเดียวกันนั้นที่บริเวณปากทางหมู่บ้านการเคหะ ถนนพัฒนาการคูขวาง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้ได้ สำหรับข้อที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายที่ศีรษะนั้น เห็นว่าในชั้นพิจารณา จำเลยได้แถลงยอมรับว่านายอัศวิน แก้วเนตร แพทย์โรงพยาบาลนครินทร์ เป็นผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายและทำรายงานไว้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ดังกล่าวว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายถูกคนร้ายทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นบาดแผลที่กลางศีรษะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร และลึกประมาณ0.5 เซนติเมตร จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกไม่ได้ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่จำเลยได้แถลงรับแล้วและไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้เนื้อหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยชัดแจ้งว่า จำเลยมิใช่คนร้ายที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นคนร้ายที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเหตุบันดาลโทสะนั้น เห็นว่าในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่า หลังจากจำเลยมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายเมื่อเวลา 22.30 นาฬิกาเศษ ของวันที่ 7 ธันวาคม 2539 และมีคนเข้าไปห้ามแล้ว จำเลยก็ขับรถกลับไปที่บ้านและไม่ได้ออกไปไหนอีก ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงว่า คืนเกิดเหตุเวลา 0.30 นาฬิกา จำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเหตุบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้เสียหายเหยียดหยามศักดิ์ศรีจำเลยโดยล่อลวงพานางสาว ห. ภริยาจำเลยเข้าบังกะโลเพื่อข่มขืนกระทำชำเราหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายพยานโจทก์ว่า เมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ของวันที่ 7 ธันวาคม 2539 ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาว ห. ซึ่งเคยเป็นคนรักของจำเลยไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์ด้วยกันที่ร้านอาหารดีดี เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วผู้เสียหายจะพานางสาว ห. ไปร่วมประเวณีที่บังกะโลเบญจธารารีสอร์ท แต่นางสาว ห. ไม่ยอมและได้หนีไป ผู้เสียหายจึงขับรถกลับบ้านและเข้านอน ต่อมาเวลาก่อนเที่ยงคืนนางสาว ห. โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่บ้านบอกว่าขณะนั้นนางสาว ห. อยู่ที่ปากซอยเข้าหมู่บ้านการเคหะและมีกลุ่มวัยรุ่นอยู่บริเวณนั้น นางสาว ห. รู้สึกกลัวจึงขอให้ผู้เสียห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2546 · ทนอย Thanoy