ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 10840/2557

หลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าผู้กล่าวใส่ความมุ่งหมายให้คำกล่าวใส่ความสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้ถูกใส่ความคนใด นั้น จะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำพูดเฉพาะส่วนใด แยกเป็นส่วนๆ ไม่ได้ หากแต่ต้องพิจารณาภาพรวมที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน อีกทั้งยังอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่และเวลาโอกาสรวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวใส่ความต้องการสื่อถึงผู้รับฟังคำพูดนั้นประกอบกันด้วย ซึ่งเมื่อนำข้อพิจารณาเช่นว่านี้มาวินิจฉัยประกอบคำพูดอภิปรายของจำเลยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้วมีข้อความโดยรวมบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยมุ่งหมายใส่ความพาดพิงถึงบริษัทโจทก์ซึ่ง ณ. ภริยาของ ส. ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้วยผู้หนึ่ง และบริษัทโจทก์ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพราะ ส. ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทโจทก์นั่นเอง คำกล่าวอภิปรายของจำเลยเช่นนี้ได้ความชัดเจนเพียงพอที่ทำให้ผู้ฟังคำอภิปรายเข้าใจได้ว่าบริษัทที่จำเลยยกตัวอย่างว่าได้รับประโยชน์จากการที่ ส. ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตยกเว้นภาษีสรรพสามิต คือ บริษัทโจทก์นั่นเอง หาอาจเข้าใจว่าเป็นบริษัทอื่นนอกจากบริษัทโจทก์ไม่โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และให้จำเลยลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวัน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์เนชั่นแชนแนล หนังสือพิมพ์เสรีรายวัน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วัน ขนาดเต็มหน้า โดยให้ลงพิมพ์โฆษณาในหน้าที่เกี่ยวกับธุรกิจการตลาดของหนังสือพิมพ์ในแต่ละฉบับด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น และให้จำเลยลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้แก่หนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายสัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ ขนาดเต็มหน้า โดยให้ลงพิมพ์โฆษณาในหน้าที่เกี่ยวกับธุรกิจการตลาดของหนังสือพิมพ์ในแต่ละฉบับ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 วางโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า นายแพทย์สุรพงษ์ และนางปราณี เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี หมายเลขทะเบียนที่ (2) 435/2537 มีนางปราณีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และมีชื่อของนายแพทย์สุรพงษ์เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนและสำเนาบัญชีรายชื่อหุ้น ในช่วงเกิดเหตุนายแพทย์สุรพงษ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวมทั้งนายแพทย์สุรพงษ์ด้วย ซึ่งนายแพทย์สุรพงษ์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำเลยได้กล่าวถ้อยคำอภิปรายด้วยข้อความตามสำเนารายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 21 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ซึ่งคณะกรรมาธิการตรวจแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 และสภาผู้แทนราษฎรรับรองในคราวประชุม ครั้งที่ 8/2547 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ในการอภิปรายจำเลยได้กล่าวถ้อยคำถึงการโฆษณาของโจทก์ที่ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2546 นอกจากสภาผู้แทนราษฎรจะถ่ายภาพและบันทึกเสียงการอภิปรายไว้ ยังมีการถ่ายทอดแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์ช่อง 11 และแพร่เสียงทางวิทยุทั่วประเทศด้วย หลังจากการอภิปราย วันรุ่งขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ได้ลงพิมพ์ข่าว หลังเกิดเหตุนางปราณีได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้พูดระบุชื่อบริษัทโจทก์และมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าใครเป็นกรรมการผู้จัดการ นางปราณีเองก็ประกอบธุรกิจหลายบริษัท อีกทั้งการที่จำเลยพูดว่า ชื่อบังเอิญไปเหมือนหรือเปล่าไม่รู้กับผู้ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินร่วมกับท่านที่มีทรัพย์สิน 139 ล้านบาท จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าต้องเป็นนางปราณีคู่สมรสของนายแพทย์สุรพงษ์เท่านั้น อาจจะเป็นบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือบุคคลอื่นที่มีทรัพย์สินร่วมกับนายแพทย์สุรพงษ์ก็ได้ นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าผู้กล่าวใส่ความมุ่งหมายให้คำกล่าวใส่ความสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้ถูกใส่ความคนใด นั้น จะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำพูดเฉพาะส่วนใด แยกเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ หากแต่ต้องพิจารณาภาพรวมที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน อีกทั้งยังอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่และเวลาโอกาสรวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวใส่ความต้องการสื่อถึงผู้รับฟังคำพูดนั้นประกอบกันด้วย ซึ่งเมื่อนำข้อพิจารณาเช่นว่านี้มาวินิจฉัยประกอบคำพูดอภิปรายของจำเลยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดแล้วมีข้อความโดยรวมบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยมุ่งหมายใส่ความพาดพิง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง