คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 10854/2559
หลักกฎหมาย
คดีแรกจำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงมีประเด็นเพียงว่าโจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญากู้เงินหรือไม่ ส่วนคดีหลังโจทก์ฟ้องจำเลยว่าจงใจฟ้องหรือนำสืบในคดีแรกด้วยสัญญากู้เงินปลอมทำให้โจทก์เสียหาย คดีหลังจึงมีประเด็นว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยปลอมสัญญากู้เงินใช้เป็นหลักฐานฟ้องโจทก์ และนำสืบสัญญากู้เงินปลอมนั้นจนศาลรับฟังและพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย เป็นการทำให้โจทก์เสียหายและเป็นละเมิด ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การที่จำเลยต้องชำระเงินที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่โจทก์เป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 216,919.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะอายัดเงินเดือนและเงินโบนัสของโจทก์ในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จะถูกอายัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 180,326.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557) และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้และที่จะอายัดต่อไปในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ส่งมาตามอายัดในแต่ละครั้งนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินที่อายัดนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 10,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างและตามสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์เป็นพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประจำอยู่ที่ฝ่ายจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง จำเลยมีอาชีพออกเงินให้คนทั่วไปกู้ยืม ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์กับจำเลยฟ้องร้องกันมาแล้ว 4 คดี กล่าวคือ คดีแรก จำเลยฟ้องโจทก์กับนางจุฑาทิพ ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงลำปาง) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 โจทก์กับนางจุฑาทิพร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลย 130,000 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระคืนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2544 หลังกู้ยืมได้ชำระเงินเพียง 10,000 บาท ครบกำหนดชำระค้างเงินต้น 120,000 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 6,000 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 126,000 บาท ขอให้โจทก์และนางจุฑาทิพชำระเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และนางจุฑาทิพขาดนัดยื่นคำให้การ ชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบโดยจำเลยเบิกความและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันเดียวกันให้โจทก์และนางจุฑาทิพร่วมกันชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ 1322/2544 หมายเลขแดงที่ 1424/2544 ของศาลชั้นต้น ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีจึงเป็นที่สุด ต่อมามีผู้กู้หลายรายร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปรามว่าจำเลยให้กู้ยืมเงินคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและให้ผู้กู้ลงชื่อในสัญญากู้เงินโดยมิกรอกข้อความ เจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 พบหนังสือสัญญากู้เงินที่ลงชื่อแต่ผู้กู้โดยมิกรอกข้อความจำนวนมากและพบเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คดีที่สอง โจทก์กับนางจุฑาทิพฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 โดยฟ้องเป็นคดีอาญาว่า หนังสือสัญญากู้เงินตามคดีแรกเป็นเอกสารปลอม และการที่จำเลยเบิกความและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินคดีแรกเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับนางจุฑาทิพกู้ยืมเงินจำเลยเพียง 15,000 บาท โจทก์กับนางจุฑาทิพเพียงแต่ลงชื่อช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินโดยมิได้มีการกรอกข้อความ จำเลยกรอกข้อความภายหลังเป็นว่ากู้ยืมเงินจำเลย 130,000 บาท เป็นการปลอมหนังสือสัญญากู้เงิน ที่จำเลยเบิกความ นำสืบและแสดงหนังสือสัญญากู้เงิน เป็นการใช้หนังสือสัญญากู้เงินปลอม เบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี ฐานเบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจาก สารบบความ ศาลฎีกาได้อ่านคำสั่งศาลฎีกานี้กับได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 451/2547 หมายเลขแดงที่ 1006/2548 ของศาลจังหวัดลำปาง คดีที่สาม จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ขอให้โจทก์ล้มละลาย โดยฟ้องหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีที่สองเพียงสามเดือนเศษ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ ล.11765/2552 ของศาลล้มละลายกลาง และคดีที่สี่ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 โดยฟ้องระหว่างคดีที่สองอยู่ระหว่างการพิจาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง