คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 10878/2554
หลักกฎหมาย
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการครั้งแรกต่อศาลแพ่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง และเป็นการยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดี ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดอีกครั้งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งยังไม่ล่วงเลยระยะเวลา 3 ปี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่ล่วงเลยระยะเวลา 90 วัน ตามมาตรา 40 วรรคสอง ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขออีกครั้งเพราะเหตุที่การยื่นครั้งแรกมีข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจศาลถือว่าข้อบกพร่องในการยื่นคำร้องขอแต่แรกต่อศาลหนึ่งแต่ในที่สุดศาลนั้นไม่รับคำร้องขอ เพราะคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลนั้นจนต้องยื่นคำร้องขออีกครั้งหนึ่งต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องขอต้องเสื่อมเสียสิทธิ นอกจากนี้กำหนดระยะเวลาเช่นนี้ก็เป็นกำหนดระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 23 หรือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ด้วย เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับแรกเพียง 60 วัน แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องยังประสงค์จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำร้องขอของผู้ร้องอยู่ และจำเป็นต้องทำคำร้องขอยื่นใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามความจำเป็นโดยสุจริต จึงมีเหตุสมควรอย่างยิ่งที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จะใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 23 สั่งให้ขยายกำหนดระยะเวลาการยื่นคำร้องขอ
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 40พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 42พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 26พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 37ป.วิ.พ. 23ป.วิ.พ. 27
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมาก และขอให้ศาลบังคับตามความเห็นแย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างน้อย โดยคดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยความเห็นชอบของคู่พิพาททั้งสองฝ่ายดังนี้ 1. ผู้ร้องมีสิทธิเลิกสัญญาแฟรนชายส์ (Franchise Agreement) ตามเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาและตามกฎหมายหรือไม่ 2. การเลิกสัญญาของผู้ร้อง ทำให้นางสาวสุหัชชาผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายพิเศษในพฤติการณ์พิเศษดังที่กล่าวอ้างหรือไม่เพียงใด 3. ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้นางสาวสุหัชชาผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิรายเดือนและค่าธรรมเนียมการขนส่ง รวมทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังที่กล่าวอ้างเพียงใดหรือไม่ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ก่อนการไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง หรือไม่ ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดี คดีจึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ขอให้ยกคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของผู้คัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 คณะอนุญาโตตุลาการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม มีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างนางสาวสุหัชชา ผู้เรียกร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ ดังนี้ 1. ให้ผู้คัดค้าน (ผู้ร้อง) ชำระค่าเสียหายจำนวน 2,062,000 บาท ให้แก่ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดค่าเสียหายจำนวน 62,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2548 อันเป็นวันยื่นข้อเรียกร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 2. ให้ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ชำระค่าธรรมเนียมรายเดือน ค่าธรรมเนียมขนส่ง และภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจำนวน 82,994.76 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน (ผู้ร้อง) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ 3. ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ให้เป็นไปตามคำชี้ขาดแนบท้ายนี้ คำขออื่นให้ยก ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2550 คัดค้านการขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 กับขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 3 และต่อสู้คดีว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่ง ศาลแพ่งจึงเสนอปัญหาเรื่องอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 กับขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 3 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 เป็นครั้งแรกต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมากในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 กับข้อ 2 และขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมากและความเห็นแย้งของอนุญาโตตุลาการในประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 แต่ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่มีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยมีคำขอเช่นเดียวกับคำร้องที่ยื่นต่อศาลแพ่ง ถือได้ว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และมาตรา 42 วรรค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง