ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 109/2534

หลักกฎหมาย

แม้คำให้การชั้นสอบสวนของพยานจะเป็นเพียงพยานบอกเล่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเสียเลย การที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้หรือไม่เพียงใดนั้น ย่อมสุดแล้วแต่เหตุผลเป็นเรื่อง ๆ ไป คำให้การชั้นสอบสวนของพยานจึงรับฟังในฐานะพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371,91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่21 ตุลาคม 2519 ริบกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง ส่วนอาวุธปืนของกลางคืนแก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนแต่ปฏิเสธข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519ข้อ 3, 6, 7 เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จำคุก1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วย มาตรา 53 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก3 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทงจำคุก 34 ปี 1 เดือน ริบกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวบัวผัด แก้วระกา นางสาวเทียมจันทร์ วิดิสา และนายสวาท ไชยสิงห์ผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความเนื่องจากตามหาตัวไม่พบก็ตาม แต่โจทก์ก็อ้างคำให้การชั้นสอบสวนของคนทั้งสามมาเป็นพยาน ซึ่งโจทก์มีร้อยตำรวจตรีสุรพงษ์ เหมือนเผ่าพงษ์ พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำคนทั้งสามมาเบิกความยืนยันประกอบคำให้การของคนทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26 โดยนางสาวบัวผัดให้การว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ผู้ตายพูดคุยกับนางสาวบัวผัดในร้านที่เกิดเหตุ จำเลยได้ท้าทายผู้ตาย ขณะผู้ตายเดินตามจำเลยจะออกจากร้านนางสาวบัวผัดเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวจึงบอกให้ผู้ตายทราบผู้ตายบอกให้นางสาวบัวผัดกับพวกหลบ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย3 นัด แล้วจำเลยได้หลบหนีไปนางสาวเทียมจันทร์ให้การว่า เห็นจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันประมาณ 30 นาที แล้วจำเลยจับแขนผู้ตายท้าผู้ตายให้ออกไปชกต่อยกันที่หน้าร้าน จากนั้นจำเลยก็เดินออกไปรอที่หน้าร้าน ผู้ตายเดินออกไปไม่ทันพ้นประตู จำเลยก็ชักอาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายบริเวณหน้าอก รวม 3 นัด ในระยะห่างประมาณ 1 วาผู้ตายวิ่งหนีเข้ามาในร้านได้ 3-4 ก้าว ก็ล้มลงแล้วจำเลยก็หลบหนีไปนายสวาทให้การว่า จำเลยมีปากเสียงกับผู้ตายในร้านที่เกิดเหตุและจำเลยได้ท้าทายผู้ตายชกต่อยกัน นายสวาทเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาจากเอว นายหวังเพื่อนที่มากับจำเลยได้ห้ามจำเลยให้เก็บอาวุธปืนไว้ นายสวาทคิดว่าคงไม่มีเรื่องราวกันแล้วจึงเดินออกจากร้านไปที่ซอยโรงก๋วยเตี๋ยวซึ่งอยู่ข้างร้าน ขณะที่นายสวาทกำลังยืนปัสสาวะอยู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด จึงเดินมาบริเวณหน้าร้านนั้นอีก เห็นนายหวังและจำเลยเดินออกมาจากร้านโดยจำเลยถืออาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ชักออกมาจากเอว แล้วจำเลยกับนายหวังก็หลบหนีไป ศาลฎีกาเห็นว่านางสาวบัวผัดกับนางสาวเทียมจันทร์เป็นพนักงานเสิร์ฟ ส่วนนายสวาทเป็นผู้ช่วยดูแลร้านที่เกิดเหตุ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุโดยเฉพาะนางสาวบัวผัดและนางสาวเทียมจันทร์ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ไม่มีโอกาสที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นได้ จึงเชื่อว่าคนทั้งสามให้การในชั้นสอบสวนไปตามความจริงโดยมิได้ปรักปรำจำเลย แม้ว่านายสวาทจะให้การแตกต่างไปจากนางสาวบัวผัดและนางสาวเทียมจันทร์บ้าง ในข้อที่ว่ามีพวกของจำเลยอีกคนหนึ่งมาเกี่ยวข้องห้ามปรามจำเลยก่อนเกิดเหตุ แต่ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับจะทำให้คำให้การของคนทั้งสามรับฟังไม่ได้จริงอยู่คำให้การชั้นสอบสวนของคนทั้งสามเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเสียเลย การที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้หรือไม่เพียงใดนั้นย่อมสุดแล้วแต่เหตุผลเป็นเรื่อง ๆ ไป คำให้การชั้นสอบสวนของพยานจึงรับฟังในฐานะพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ยิ่งกว่านั้นหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ในวันเกิดเหตุนั้นเอง ได้จัดให้คนทั้งสามผลัดกันทำการชี้ตัวคนร้ายโดยให้จำเลยยืนปะปนกับบุคคลอื่นอีกหลายคน คนทั้งสามยังชี้ตัวจำเลยยืนยันว่าเป็นคนร้ายรายนี้ ปรากฏตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.28, จ.33 และภาพถ่ายการชี้ตัวหมาย จ.29 ถึง จ.32ทั้งข้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109/2534 · ทนอย Thanoy