ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 1092/2563

หลักกฎหมาย

เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องไม่ได้ แม้จำเลยจะใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว แต่เป็นการใช้เงินภายหลังวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีอาญาจึงไม่เลิกกัน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า คดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่อาจถอนฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย" บทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับแก่คดีในศาลแขวงด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 วันที่ 6 มีนาคม 2560 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ว่า จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 90,000 บาท คงเหลือ 134,028 บาท ขอให้เลื่อนไปฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาอีกสักนัดหนึ่งก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาคงมีแต่ผู้รับมอบฉันทะของทนายความโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาลและไม่ได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีจึงให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 เมษายน 2560 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นเมื่อถึงวันที่ 11 เมษายน 2560 คงมีแต่ทนายความของโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาล ทนายความของโจทก์แถลงว่า หลังจากจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 90,000 บาท แล้วจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์อีกเลยและไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ ขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาไป ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและให้ออกหมายจับจำเลยมาลงโทษตามคำพิพากษาต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย 8 เดือนเศษ ทนายความของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นลับหลังจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่) โดยอ้างเหตุว่า จำเลยไม่ได้จงใจไม่มาศาลหรือหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 แต่เหตุที่ไม่มาศาลเพราะจำเลยไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาและทนายความของจำเลยก็ไม่ได้แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่ามีวันนัด อีกทั้งไม่มีเจ้าพนักงานไปจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 9 นาฬิกา ให้ผู้ร้อง (จำเลย) นำส่งหมายนัดให้โจทก์ทราบโดยให้ปิดหมายได้ ครั้นเมื่อถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 คงมีแต่ทนายความของโจทก์ ทนายความของจำเลย และบิดาจำเลยมาศาล ทนายความของจำเลยแถลงว่า จำเลยมีความประสงค์ที่จะชดใช้เงิน 134,028 บาท คืนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้เดิม วันนี้บิดาจำเลยนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจะหาเงินชำระให้ในอีกระยะหนึ่ง ขอเลื่อนการไต่สวนไปก่อน ทนายความของโจทก์แถลงว่าได้รับเงิน 60,000 บาท จากบิดาจำเลยแล้วและไม่คัดค้านที่ทนายความของจำเลยขอเลื่อนการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนออกไปเป็นวันที่ 12 มีนาคม 2561 เวลา 14 นาฬิกา ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าวันที่ทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยยังอยู่ในช่วงเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 ระบุชัดเจนว่า จำเลยมาศาลในการพิจารณาคดีในวันดังกล่าว และศาลมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา คำร้องของจำเลยไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ แสดงว่าจำเลยรับทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 ด้วยตนเอง ดังนั้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2563 · ทนอย Thanoy