ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 1094/2550

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ที่กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" มีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมาโดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรีจะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของ พ. ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้ พ. เปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทน พ. กับ ส. ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิดไม่สามารถจัดการกิจการงานของตนเองได้ มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 และอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาล จำเลยที่ 2 เป็นกรมหนึ่งในกระทรวงจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองมีหน้าที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 จำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลยที่ 2 มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางสาวพัชชา เภกานนท์ เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสถาบันราชภัฏ จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2507 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2538 ได้พ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุ มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ จำนวน 33 ปี อัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายขั้น 24,170 บาท ได้รับบำนาญเหตุสูงอายุเดือนละ 15,952.20 บาท โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวพัชชาและเป็นผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสาวพัชชาในฐานะนางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์และเป็นพี่สาวนางสาวพัชชาได้ให้สิ่งจำเป็นอันเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตแก่โจทก์ตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจล้มเหลว การถึงแก่ความตายของนางสาวพัชชาทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน ขาดผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดู และขาดสิ่งจำเป็นในชีวิตตามปกติของคนเสมือนไร้ความสามารถ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 โจทก์ได้แจ้งให้สถาบันราชภัฏขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ อ้างว่าโจทก์ไม่เข้าข่ายผู้อยู่ในอุปการะและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด โจทก์โดยนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 สภาสถาบันราชภัฏและสถาบันราชภัฏพิจารณาทบทวนและจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่โจทก์ ตามหนังสือของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วยืนยันตามหลักการเดิม ตามหนังสือของกรมบัญชีกลาง ฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชา เมื่อนางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทใด โจทก์เป็นบุคคลที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้เป็นจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือนที่นางสาวพัชชาได้รับ คิดเป็นเงินจำนวน 478,566 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับความยินยอมจากนางสาวพัชรินทร์ผู้พิทักษ์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 478,566 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2530 ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะที่นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 38 ผู้ได้รับบำนาญปกติ.....หรือผู้รับบำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพตาย ให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้แก่บุคคลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 เป็นจำนวนสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับนั้น และให้จ่ายตามส่วนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรานั้น...." ทั้งนี้มาตรา 44 บัญญัติว่า "บำนาญพิเศษที่บัญญัติในลักษณะนี้ให้จ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ดังนี้ (1) บุตร ให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้ได้รับสามส่วน (2) สามีหรือภรรยา ให้ได้รับหนึ่งส่วน (3) บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ ให้ได้รับหนึ่งส่วน....." โดยมาตรา 44 วรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษดังกล่าวทั้ง 3 อนุมาตรา ให้บุคคลซึ่งเจ้ากระทรวงพิจารณาเห็นว่า มีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตายอยู่ หรือเป็นผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย เป็นผู้รับบำนาญพิเศษตามส่วนที่เจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้..." เนื่องจากนางสาวพัชชาไม่มีบุตร ไม่มีสามี ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้น นางสาวพัชชาจึงไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมายและตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดความหมายของ "ผู้อยู่ในอุปการะ" ไว้ว่า "หมายความว่า ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะและความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ" ในกรณีของโจทก์บิดาและมารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ โจทก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง