คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 10953/2553
หลักกฎหมาย
ความผิดข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจำเลยจาก พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง เป็น ป.อ. มาตรา 371 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและกำหนดโทษปรับ 100 บาท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ความผิดดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 371ป.วิ.อ. 218พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 309, 310, 318, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปีรวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 309 วรรคสองและ 310 วรรคแรก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำชำเรานางสาวนุชนารถ ลิ่มเฉลิมวงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีสำหรับความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 นั้นเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ยกฟ้องแล้วโจทก์มิได้ฎีกา ส่วนความผิดข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมืองและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจากพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง เป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและกำหนดโทษปรับ100 บาท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย ฐานข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวพุ่มพวง บังเกิดจังหรีด ผู้เสียหายที่ 2ให้จำยอมไปกับจำเลยโดยมีอาวุธ ฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้เสียหายทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยมีและใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญ จงประวิงเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญจะพร้อมใจกันให้การปรักปรำจำเลยในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญไม่เคยรู้จักจำเลยหรือพวกของจำเลยคนใดคนหนึ่งมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุมีกเรียนอยู่ที่สนามกีฬาหลายคนที่น่าจะเห็นพฤติการณ์ของพวกจำเลยกับพวกผู้เสียหาย แต่เชื่อว่าไม่ประสงค์เข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น เช่นนี้ผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญย่อมไม่กล้าเสริมแต่งเรื่องราวว่ามีการขู่บังคับ หากไม่เป็นความจริง แม้โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความต่อศาล แต่คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาและศาลรับฟังได้ เนื่องจากศาลออกหมายจับแล้วยังจับตัวยังไม่ได้ กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าว จึงเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญเพื่อลงโทษจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญเบิกความแตกต่างกันทั้งแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นพิรุธไม่น่ารับฟังนั้น เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนอาจจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างละเอียดมากน้อยไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะเช่นผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญต้องประสบเช่นในคดีนี้ ถ้อยคำที่แตกต่างกันไปบ้างก็ไม่ใช่ในส่วนสาระสำคัญของคดี เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไป การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงเรียนวัดหนองหอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง