ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533

ฎีกาที่ 1096/2533

หลักกฎหมาย

โจทก์โอนที่พิพาทให้จำเลยที่ 1 โดย แสดงเจตนาลวงด้วย สมรู้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดย เสน่หาไม่มีค่าตอบแทนและโอนให้หลังจากที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ ซึ่ง จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องนี้ดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่สุจริต โจทก์จึงยกขึ้นมาต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ดังนี้โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาท.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามชื่อโจทก์จำเลยในคดีหลัง สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 987 จำเลยได้เช่าที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาแต่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนจำเลยได้ค้างจ่ายค่าเช่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปจึงได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนออกไป การที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปพร้อมกับจัดการขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์และชำระค่าเช่าที่ค้าง กับค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยไม่เคยเช่าที่ดินจากโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเมื่อ พ.ศ. 2492 จำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 16 ไร่เศษให้แก่นางนา ฤทธิงาม มารดาของโจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดีในคดีอื่น โดยมีข้อตกลงว่า นางนา ฤทธิงาม จะโอนที่ดินคืนโจทก์แต่ศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาถอนนิติกรรมการโอนนี้แล้วตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 30/2498 คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นได้ถูกบังคับคดีแบ่งแยกที่ดินให้แก่นางสาวแดงน้อย อาษาดี ไปเป็นเนื้อที่ 5 ไร่2 งาน 20 ตารางวา จำเลยยังคงครอบครองที่ดินที่เหลืออยู่จำนวน11 ไร่ตลอดมา นางนา ฤทธิงาม ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2524 โดยไม่สุจริตไม่มีค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 987 เนื้อที่ 33 ไร่2 งาน เดิมโจทก์และนายเย็น อาษาดี เป็นเจ้าของร่วมกัน นายเย็นครอบครองด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ โจทก์ครอบครองด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เมื่อ พ.ศ. 2492 นายรอด แพงสี ยื่นฟ้องโจทก์และนายเย็น ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนเนื้อที่4 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ที่โจทก์ครอบครองอยู่ โจทก์กับนายเย็นและนายรอด ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยยกที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวแดงน้อย อาษาดี เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ต่อมานายเย็นโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2493 โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 1โดยไม่มีค่าตอบแทนและมีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์ในภายหลัง ต่อมานายรอดฟ้องเพิกถอนการโอนนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และให้แบ่งที่ดินให้แก่นางสาวแดงน้อย คดีถึงที่สุดหลังจากมีการบังคับคดีแบ่งแยกที่ดินให้นางสาวแดงน้อยไป 5 ไร่ 2 งาน20 ตารางวา แล้ว โจทก์คงครอบครองที่ดินส่วนที่เหลือ 11 ไร่ตลอดมาโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์แต่จำเลยที่ 1เพิกเฉย เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2524 จำเลยที่ 1 ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการโอนโดยไม่สุจริตมิได้เสียค่าตอบแทนและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้และรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 987 เนื้อที่ 33 ไร่2 งาน ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และนิติกรรมสัญญาให้และรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า เดิมโจทก์ขายฝากที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมา จำเลยที่ 1 ให้เงินโจทก์บางส่วนและได้ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ 1นิติกรรมการโอนจึงไม่ได้เกิดจากเจตนาลวง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมการให้ที่สมบูรณ์หาใช่เกิดจากการฉ้อฉลไม่ ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปี ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้และรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 987 ระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2524 เฉพาะส่วนของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 987 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยชอบ ให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทกับรื้อถอนบ้านและทรัพย์สินออกไปด้วยและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ปีละ 1,000 บาท นับแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ได้ออกไปและรื้อถอนบ้านและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทให้ยกฟ้องโจทก์เสีย โจทก์ฎีกา ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์มรณะ ศาลฎีกาอนุญาตให้นายสุวรรณ บุญชิตานนท์ (อาษาดี) เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 นำสืบมารับฟังได้ว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1096/2533 · ทนอย Thanoy