ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 1100/2539

หลักกฎหมาย

บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภท1ชนิด6กำหนดให้รายรับที่ได้จากการขายสมุดเอกสารหรือสิ่งตีพิมพ์ผู้ขายทอดแรกต้องนำมาคำนวณเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ1.5ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา79ตรี(7)กำหนดให้รายรับจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชนไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้าหนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์มีเนื้อหาที่เป็นนวนิยายมากกว่าข่าวสารจึงมิใช่หนังสือพิมพ์ที่ส่วนใหญ่เป็นข่าวสารไม่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา79ตรี(7)โจทก์ต้องนำรายรับจากการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีการค้าประเภท1ชนิด6 บัญชีคุมสินค้าของโจทก์มิได้ระบุว่ามีหนังสือคงเหลือการที่จำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เพิ่มโดยถือว่าโจทก์รับหนังสือที่เหลือจากการขายคืนมาเป็นจำนวนร้อยละ20และขายได้กิโลกรัมละ1บาทโดยอาศัยตัวเลขจากถ้อยคำของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ได้ให้ไว้ในชั้นไต่สวนจึงชอบด้วยกฎหมาย หลักฐานทะเบียนรถยนต์หาใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของรถยนต์ไม่แม้ทะเบียนรถยนต์จะระบุว่าโจทก์เพิ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตั้งแต่วันที่15ธันวาคม2525แต่หาต้องฟังเป็นเด็ดขาดตามนั้นเสมอไปไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันพิพาทตั้งแต่วันที่19มกราคม2520รายจ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์พิพาทนับแต่วันดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองตามมาตรา65ตรี ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้สั่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และไม่แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่ออุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ.2528มาตรา25จึงไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางแจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ภ.ค.8 สำหรับปีภาษี 2523-2525 และตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปีภาษี 2523-2525 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 ให้โจทก์เสียภาษีการค้าเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาล กับภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 923,708.46 บาท นั้น เป็นการดำเนินการถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2523 เป็นเงิน 2,674.62 บาทให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินแบบ ภ.ค.8ที่ 1041/3/05699-05701 ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 38 ก./2536/1 ลงวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2536 ให้เพิกถอนบางส่วนสำหรับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1041/2/03238-03240 ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 37 ก./2536/1 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่โจทก์วางไว้ ส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2523 เป็นเงิน926,383.08 บาท ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาไม่มีเหตุสมควรพิจารณาให้เพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนิติบุคคลได้โดยไม่ต้องชำระก่อนอยู่แล้วและไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องวางเกินกว่าจำนวนที่ต้องรับผิดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า หนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์ต้องเสียภาษีการค้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คือ บัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภท 1 ชนิด 6 หรือได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ตรี(7) เห็นว่า บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภท 1 ชนิด 6กำหนดให้รายรับที่ได้จากการขายสมุด เอกสาร หรือสิ่งตีพิมพ์ผู้ขายทอดแรกต้องนำมาคำนวณเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา 79 ตรี(7) กำหนดให้รายรับจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชนไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์เป็นหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชนหรือไม่ ได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามออกจำหน่ายเป็นรายปักษ์ เป็นหนังสือประเภทข่าวสารและบันเทิง โจทก์มีนายสุทธิพงศ์ คุปต์กานต์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปชี้แจงในชั้นตรวจสอบภาษีเป็นพยานเบิกความว่า หนังสือนิตยสารสาวสยามมีข่าวสารมากกว่าเรื่องเริงรมย์ได้รับยกเว้นภาษีการค้าพยานได้นำหนังสือดังกล่าว 12 เล่ม พร้อมใบอนุญาตไปให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ดูตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่20 ซึ่งหนังสือที่นำส่งเป็นหนังสือรุ่นใหม่เพราะรุ่นเก่าไม่มีได้ตรวจดูเอกสาร จ.1 แผ่นที่ 20 แล้ว เป็นหนังสือของกรรมการผู้จัดการบริษัทศรีเมืองการพิมพ์จำกัด ส่งข้อมูลของหนังสือนิตยสารสาวสยามให้แก่เจ้าพนักงานประเมินเป็นหนังสือฉบับที่ 238 ถึงฉบับที่ 249 รวม 12 ฉบับ โดยระบุว่าหนังสือทุกฉบับนั้นมีปริมาณข่าวสารระหว่าง 1,631.0 คอลัมน์นิ้ว ถึง 1,883.0 คอลัมน์นิ้วส่วนเรื่องเริงรมย์ มีระหว่าง 877.0 คอลัมน์นิ้วถึง 1,129.0คอลัมน์นิ้ว การคิดปริมาณข่าวสารกับปริมาณเรื่องเริงรมย์ เป็นคอลัมน์นิ้วมีวิธีคิดอย่างไรและอะไรที่คิดเป็นข่าวสารหรือเรื่องเริงรมย์ ไม่ปรากฎจากการนำสืบของโจทก์ ทั้งโจทก์ก็มิได้อ้างส่งตัวอย่างหนังสือนิตยสารสาวสยามมาเป็นพยานที่ศาลทางนำสืบของฝ่ายโจทก์จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าในหนังสือดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นข่าวสารหรือไม่ อันจะทำให้เข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 79 ตรี(7)ข้างต้น ส่วนจำเลยมีนางสาวจิรวดี นิธิปรีชานนท์เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ผู้ทำการตรวจสอบภาษีโจทก์เบิกความว่าผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้มอบหลักฐานและตัวอย่างหนังสือนิตยสารสาวสยามมาให้ พยานตรวจสอบแล้วทำรายงานการตรวจสอบเสนอสรรพากรเขตพื้นที่ 3 ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 81ถึง 113 ได้ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 102 แล้ว ระบุว่าประเด็นการตรวจสอบรายรับจากการทำหนังสือสาวสยาม เป็นนิตยสารรายปักษ์ออกเดือนละ 2 ครั้ง สาระในหนังสือส่วนใหญ่เป็นนวนิยาย มากกว่า50 เปอร์เซ็นต์ จึงเข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทกการขายของชนิด 6 สิ่งตีพิมพ์ ต้องเสียภาษีการค้าในอัตรา 1.5เปอร์เซ็นต์ ของรายรับนอกจากนั้นจำเลยยังมีเอกสารเกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานคนเดียวกันนี้ระบุรายละเอียดว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามมีทั้งหมด 92 หน้า แบ่งเป็นรายละเอียดคือ นวนิยาย 51 หน้า คิดเป็น 55.43 เปอร์เซ็นต์ แฟชั่น 13 หน้า คิดเป็
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2539 · ทนอย Thanoy