คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1104/2545
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านำฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินนั้นไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ยักยอก จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษน้อยลงและรอการลงโทษ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยลักเงินของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายสาขาบางเขน ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ทำเอกสารสิทธิปลอมโดยนำใบฝากเงินและใบถอนเงินมากรอกข้อความลงลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินเป็นเจ้าของบัญชีปลอมแล้วจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายสงวน เดชประดิษฐ์นายนาม บุตรรักษ์ นางบุหงา ยังนึก นางมณฑา รูปขจร และพลตรีมนูญรูปขจร เอาเป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการกรอกข้อความและลงลายมือชื่ออันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารฉบับที่แท้จริง ซึ่งความจริงแล้วบุคคลที่มีชื่อดังกล่าวไม่ได้เบิกถอนหรือรับเงินไปจากผู้เสียหายและไม่ได้ทำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวขึ้นตามรายละเอียดที่กรอกข้อความปลอมไว้ อีกทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ถอนเงินและผู้รับเงินแต่อย่างใดและจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อให้หลงเชื่อโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลที่มีชื่อดังกล่าว ผู้เสียหาย ผู้อื่น และประชาชน โดยได้กระทำรวม 11 ครั้ง รวมเป็นเงินที่จำเลยลักไปทั้งสิ้น 3,114,158.35 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้ให้ชดใช้ให้แก่เจ้าของบัญชีไปเป็นเงิน 2,374,428.29 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 335, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,374,428.29 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 (ที่ถูกมาตรา 265, 268วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งต้องวางโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 335(11) วรรคแรก รวม 11 กระทง การกระทำของจำเลยในแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วรวมจำคุก 33 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกเพียง 20 ปี (ที่ถูกลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี แต่รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2)) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,374,428.29 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ในกระทงความผิดที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 และมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรกในกระทงความผิดที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 9 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเอง ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในกระทงความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง แต่ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมในกระทงความผิดที่ 4 และกระทงที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์ในกระทงเดียวกันให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์กระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 และความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมในความผิดกระทงที่ 9 จำคุกกระทงละ 3 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเฉพาะกระทงความผิดที่ 8 มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ให้ลงโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 20 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับกระทงความผิดที่ 10 ส่วนกระทงความผิดที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และกระทงที่ 11 ให้ยกฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม สำหรับความผิดกระทงความผิดที่ 9 ให้ยกฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเฉพาะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาว่า การกระทำของจำเลยในกระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือเป็นความผิดฐานยักยอก ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า จำเลยได้ทุจริตใช้ใบถอนเงินที่ไม่มีชื่อลูกค้าในบัญชี หรือบางครั้งใช้ใบถอนเงินที่เป็นเท็จถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าที่มีอยู่จริง หรือบางครั้งแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าว่าลูกค้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง