คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 1109/2530
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นข้าราชการตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัดรับเรื่องราวขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองจากโจทก์แล้วมิได้นำเสนออธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเพื่อพิจารณาอนุญาตโดยตรง หากแต่เสนอเรื่องราวดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความเห็นก่อน ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลหน่วยงานนี้สั่งการไว้ โดยคำสั่งดังกล่าวปฏิบัติตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดและคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมอบหมายให้ปฏิบัติราชการตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218ข้อ (1)(2) อีกทั้งไม่มีระเบียบทางราชการกำหนดวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยระเบียบแบบแผนของทางราชการ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 57 มิได้บังคับว่าอธิบดีของจำเลยที่ 1 ต้องอนุญาตให้ผู้ถือประทานบัตรเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองเสมอไป หากแต่ให้อยู่ในดุลพินิจที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งต่อทรัพยากรธรณีจังหวัด ให้แจ้งต่อโจทก์ว่าการทำเหมืองแร่ให้ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นการปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ให้นโยบายไว้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 57 หรือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รับราชการตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ต ติดต่อกันตามลำดับ โจทก์ที่ 1 ที่ 2เป็นผู้ถือประทานบัตรซึ่งอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ดีบุกและมีพื้นที่ตามประทานบัตรติดต่อกัน ในเดือนธันวาคม 2522 โจทก์ทั้งสองตกลงใจเปิดเหมืองทำการขุดแร่ร่วมกัน ได้ขอเปลี่ยนแผนผังโครงการทำเหมือง และเสนอแผนผังร่วมระหว่างโจทก์ทั้งสองถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเรื่องไปยังจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2523 โจทก์ทั้งสองสอบถามขอทราบผล จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัดคนต่อมาแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าไม่สามารถส่งเรื่องให้จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุญาตเพราะพื้นที่บริเวณประทานบัตรของโจทก์ทั้งสองอยู่ใกล้ริมหาดอ่าวป่าตอง ซึ่งเป็นบริเวณที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ได้เสนอเรื่องไปยังจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติร่วมพิจารณาและได้เก็บเรื่องรอเสนอจำเลยที่ 1 ไว้ก่อน ต่อมาโจทก์ที่ 2ได้รับหนังสือจากทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ต โดยจำเลยที่ 4ลงนามแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรีประกาศข้อตกลงใจไว้ และคณะรัฐมนตรีได้ลงมติตามข้อตกลงใจของนายกรัฐมนตรีซึ่งตกลงใจไม่ให้ขุดแร่ในอ่าวป่าตอง ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแจ้งต่อทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ตแล้วทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ตโดยจำเลยที่ 4 แจ้งต่อโจทก์ทั้งสองว่าหากจะเปิดการทำเหมืองขุดแร่ตามประทานบัตรของโจทก์ทั้งสอง ต้องปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติข้อ 1 ซึ่งห้ามขุดแร่ในอ่าวป่าตองและที่ห่างชายฝั่งเป็นระยะ 8 กิโลเมตร การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ยับยั้งไม่ส่งเรื่องราวของโจทก์ทั้งสองไปให้จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุญาตภายในเวลาสมควรก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 สั่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้แจ้งต่อทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ตแจ้งให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติข้อ 1 อันมีความหมายว่าไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเปิดการทำเหมืองก็ดี ไม่มีเหตุที่จะอ้างและทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่เคยเตรียมจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อทำการขุดแร่ ไม่เคยขอเปิดการทำเหมืองในประทานบัตร กลับขออนุญาตหยุดการทำเหมืองมาทุกปี แม้ระหว่างขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมือง โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิเปิดการทำเหมืองตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตแล้วท้ายประทานบัตรได้ เนื่องจากประชาชนคัดค้านการทำเหมืองแร่รอบเกาะภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งการและกำหนดแนวทางวิธีปฏิบัติราชการภายในจังหวัดเกี่ยวกับแร่ให้นำเรื่องเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนคำสั่งและแนวทางปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ต ที่จะพัฒนาปรับปรุงสถานที่ตากอากาศและส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 การที่จำเลยที่ 2 นำเรื่องราวของโจทก์ทั้งสองเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณา และจังหวัดภูเก็ตส่งเรื่องให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขอทราบความเห็นหน่วยงานทั้งสองก็แจ้งความเห็นคัดค้านการทำเหมืองแร่ในประทานบัตรของโจทก์ทั้งสอง และการที่จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ตส่งเรื่องราวการขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองไปยังอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเพื่อพิจารณาดำเนินการก็เป็นการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยทั้งสี่มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง คดีขาดอายุความ ค่าเสียหายไม่เท่าจำนวนที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เห็นว่าทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ต เป็นหน่วยงานที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแล ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตจึงมีอำนาจที่จะสั่งการให้ทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ตที่รับเรื่องราวการทำเหมืองแร่ให้เสนอมาทางจังหวัดภูเก็ตก่อนซึ่งคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ตามคำสั่งของสำนักงานนายกรัฐมนตรีเป็นการบริหารราชการตามที่กระทรวงทบวงกรมมอบหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ข้อ(1)
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง