คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 1110/2530
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ถอนใบอนุญาตของโจทก์และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เมื่อคณะผู้ชำระบัญชีประชุมมีมติให้ผู้ชำระบัญชี 2 คนมีอำนาจลงชื่อร่วมกันแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีได้ ผู้ชำระบัญชี 2 คนจึงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยได้ โจทก์เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ การที่โจทก์จัดการซื้อหุ้นตลอดจนออกเงินทดรองค่าหุ้นให้แก่จำเลยไปนั้น จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าที่โจทก์ดำเนินกิจการดังกล่าวไปก็เพื่อประโยชน์ที่จะได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย หาได้กระทำให้เปล่าโดยไม่มีประโยชน์ตอบแทนไม่จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยสั่งซื้อหุ้นจำนวน 500 หุ้น แต่จำเลยได้สั่งขายหุ้นดังกล่าวไป 300 หุ้น จึงเหลือหุ้นที่จำเลยสั่งซื้อไว้และยังไม่ได้ขายอีก 200 หุ้นจำเลยต้องรับผิดใช้เงินค่าหุ้นที่เหลือจำนวนนี้แก่โจทก์ด้วย.(ที่มา-ส่งเสริม)
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 7ป.พ.พ. 224ป.วิ.พ. 60พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 66
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ถอนใบอนุญาตของโจทก์และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ในระหว่างที่โจทก์ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์อยู่นั้น โจทก์ได้เป็นตัวแทนและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ แต่โจทก์มิได้เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์จึงติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ให้จัดการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตามคำสั่งของลูกค้าแทนโจทก์ โดยโจทก์จะออกเงินทดรองจ่ายแทนลูกค้าไปก่อนเงินที่ทดรองจ่ายไปนี้โจทก์จะลงบัญชีให้ลูกค้าเป็นลูกหนี้ถ้ามีการขายหลักทรัพย์ได้เงินมาก็จะหักกลบลบบัญชีกันเป็นครั้งคราว จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจำเลยได้สั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นโจทก์จัดการซื้อให้จำเลยได้และทดรองจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นและค่านายหน้าไป แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 669,183.93 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปีในต้นเงิน 587,003.45 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยให้การว่า ผู้ชำระบัญชีของโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ จำเลยได้สั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นบริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด และหุ้นบริษัทเฟิสท์ทรัสต์ จำกัด ตามโจทก์ฟ้องจริง แต่ไม่เคยสั่งซื้อหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด และไม่เคยสั่งซื้อลูกหุ้นบริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด หนี้ที่จำเลยสั่งซื้อหุ้นมีเพียง 518,064 บาทเมื่อหักกับเงินตามตั๋วแลกเงิน 350,000 บาทแล้ว จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ 168,064 บาท ต่อมาโจทก์ขายหุ้นบริษัทเฟิสท์ทรัสต์จำกัด ไป 300 หุ้น แต่โจทก์ยังมิได้นำมาหักหนี้ให้จำเลย ถ้านำมาหักหนี้แล้วจะเหลือหนี้ 44,547.60 บาท และจำเลยยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีของเงินฝาก 350,000 บาท ตามตั๋วแลกเงิน เมื่อนำมาหักกันแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียง19,988.70 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้สั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด หุ้นบริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด ลูกหนี้บริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด ตามโจทก์ฟ้อง จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายค่าหุ้นไป และโจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงินฝากตามตั๋วแลกเงิน 350,000 บาทเช่นเดียวกัน เมื่อหักกับเงินฝากนั้นแล้ว จำเลยเป็นหนี้ค่าสั่งซื้อหุ้น348,030.47 บาท ปรากฏว่าจำเลยได้สั่งขายหุ้นบริษัทเฟิสท์ทรัสต์จำกัด จำนวน 300 หุ้น ขาดทุนเป็นเงิน 74,916.77 บาท จะต้องรับผิดเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 78,662.60 บาท พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 348,030.47 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงิน 78,662.60 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน74,916.77 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้คิดเท่าที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ในการเป็นตัวแทนและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ตามฟ้อง เป็นการประกอบกิจการตลาดหลักทรัพย์หรือกิจการซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึง เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ไม่ขัดต่อมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 จึงไม่เป็นโมฆะ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดในการสั่งซื้อหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด หุ้นบริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด แล้ว ยังต้องรับผิดในการสั่งซื้อหุ้นบริษัทเฟิสท์ทรัสต์ จำกัด จำนวน 200 หุ้น (ที่ยังไม่ได้สั่งขาย) เป็นเงิน 123,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย 7,081.25 บาท รวมเป็นเงิน130,681.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย 7,081.25 บาท รวมเป็นเงิน130,681.25 บาท แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดในการที่โจทก์ซื้อลูกหุ้นบริษัทลีกวงมิ้ง จำกัด จำนวน 75,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จึงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดในการสั่งซื้อหุ้นเป็นเงิน 400,222.35 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน400,222.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง