คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 1111/2551
หลักกฎหมาย
พยานโจทก์เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมาด้วยกันและหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดก็ตาม แต่พวกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรกพาคนร้ายมาและพากันหลบหนีไป โดยใช้ถุงพลาสติกครอบปิดป้ายทะเบียนรถไว้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและรับว่าไปในที่เกิดเหตุและหลบหนีไปด้วยกันอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงสมควรลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 และให้มีผลถึงความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 218ป.อ. 78ป.อ. 340ป.อ. 340 ตรีพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน 2 กระบอกของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคือเงิน 1,070 บาท แก่เจ้าของ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามมีอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปจำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 8 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรกคงจำคุก 8 ปี กระทงที่สองคงจำคุก 4 เดือน 40 วัน กระทงที่สาม คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน 60 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 12 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอก และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินสด 1,070 บาท หรือใช้ราคาทรัพย์แก่เจ้าของ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะพยานทำหน้าที่เป็นพนักงานเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์คันแรกแล่นเข้ามาจอดที่ตู้จ่ายน้ำมัน จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งรถจักรยานยนต์บอกว่าขอเติมน้ำมัน ขณะพยานเดินไปจะเติมน้ำมัน จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดต่อท้ายรถจักรยานยนต์คันแรก โดยจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนกลาง มีจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรก ส่วนนายมนตรีนั่งซ้อนท้ายสุดได้ยืนคร่อมเบาะรถแล้วชักอาวุธปืนสั้นจ้องเล็งลำตัวของพยานในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และบอกให้ส่งกระเป๋าใส่เงิน มิฉะนั้นจะยิง พยานกลัวจึงถอดกระเป๋าใส่เงินแบบสะพายออกจากศีรษะ แล้วเด็กชายณัฐพลซึ่งนั่งซ้อนท้ายสุดของรถจักรยานยนต์คันแรกได้คว้าเอากระเป๋าใส่เงินแล้วพากันหลบหนีไป นางสาวฤทัยรัตน์หรือฤทัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า ขณะพยานกำลังเดินออกจากร้านจิ๊ฟฟี่ชอปซึ่งอยู่ห่างจากตู้จ่ายน้ำมันประมาณ 15 เมตร เห็นผู้เสียหายยกมือขึ้นสองข้าง มีคนร้าย 6 คน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน จอดอยู่ใกล้ ๆ ผู้เสียหาย ผู้เสียหายถอดกระเป๋าสะพายออกทางศีรษะยื่นให้คนร้าย แล้วคนร้ายทั้งหกนั่งรถจักรยานยนต์ 2 คัน ดังกล่าวหลบหนีไป พยานมองป้ายทะเบียนเห็นถุงพลาสติกปิดป้ายทะเบียนไว้ นอกจากนี้พันตำรวจโทดิเรก พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 นายมนตรีและเด็กชายณัฐพลให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสิทธิพงษ์ ปล้นทรัพย์ที่สถานีบริการน้ำมันเจ็ท พยานได้ขออนุมัติหมายจับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสิทธิพงษ์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าในคืนเกิดเหตุร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 กับพวกจริงตามบันทึกคำให้การ พยานได้จัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวคนร้าย ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ถูกต้อง และลงชื่อในบันทึกการชี้ตัวไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมาด้วยกันและหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดก็ตาม แต่พวกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรกพาคนร้ายมาและพากันหลบหนีไป โดยใช้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง