คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 1112/2530
หลักกฎหมาย
จำเลยเพิ่งมาอ้างในชั้นฎีกาว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาขนส่งพิพาทให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางทะเลของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากคู่สัญญาขนส่งคือผู้ส่งและผู้ขนส่งได้ตกลงไว้เช่นนั้นตามมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ข้อต่อสู้ดังกล่าวจำเลยหาได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เพราะถือว่ามิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 249 ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วย การรับขนทางทะเลและไม่ปรากฏว่า มีจารีตประเพณีว่าด้วยการนี้จึงต้องใช้ ป.พ.พ.บรรพ 3ลักษณะ 8 เรื่องรับขน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรค 3 ข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เขียนไว้ด้านหลังใบตราส่งนั้นหากไม่ปรากฏว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งย่อมเป็นโมฆะตามป.พ.พ. มาตรา 625.(ที่มา-ส่งเสริม)
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 609ป.พ.พ. 616ป.พ.พ. 625ป.พ.พ. 880ป.วิ.พ. 249พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 13
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นบริษัทจำกัดตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศเดนมาร์กเป็นเจ้าของกิจการเดินเรือระหว่างประเทศร่วมกัน และมีสำนักงานสาขาในประเทศไทยใช้ชื่อร่วมกันว่า 'สายการเดินเรือเมอส์ก' หรือ 'สายการเดินเรือเมอส์ก สาขากรุงเทพฯ'เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2523 บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้สั่งซื้อเครื่องอะไหล่รถแทรกเตอร์จากบริษัทเอ็กสเป็ค จำกัด ในราคารวมค่าขนส่งจากเมืองโอคแลนด์ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ จำเลยทั้งสองได้รับจ้างขนสินค้ารายนี้บรรทุกลงเรือของจำเลยทั้งสองจากเมืองโอคแลนด์มาถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2523 ปรากฏว่า สินค้าสูญหายไปเป็นเงิน 2,630.03 เหรียญสหรัฐ และเมื่อคำนวณความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย3,331.06 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยขณะที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 68,120.18 บาท โจทก์เรียกร้องให้สาขาของจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว แต่จำเลยยืนยันจะชำระเพียง 10,235 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน68,120.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนในต่างประเทศ ไม่มีสาขาในประเทศไทย 'สายเดินเรือเมอส์ก' หรือ'สายเดินเรือเมอส์ก สาขากรุงเทพฯ' เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ไม่จดทะเบียน มีสำนักงานของห้างในประเทศไทย มีจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วน ฐานะของห้างแยกออกจากจำเลยทั้งสองหาได้เป็นสาขาของจำเลยทั้งสองไม่ ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยในประเทศไทย เพื่อติดต่อกับส่วนราชการในการนำเรือเข้าออกราชอาณาจักรไทยให้แก่เจ้าของเรือ แม้ศาลฟังว่าห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นสาขาของจำเลยทั้งสอง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งให้รับผิด เพราะสัญญาขนส่งได้ทำกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามจำเลยไม่ต้องรับผิดในการที่ของขาดหายไปจากรายการในใบกำกับสินค้า เพราะการบรรจุหีบห่อมิได้ทำต่อหน้าจำเลยจำเลยจึงไม่ทราบว่าสินค้ามีครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าหรือไม่ และหากสินค้าหายไปจริงก็มีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ คู่สัญญาขนส่งรายนี้ผู้ส่งมีสัญชาติอเมริกัน ส่วนจำเลยมีสัญชาติเดนมาร์ก การบังคับตามสาระสำคัญหรือผลของสัญญาต้องใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ทำสัญญาคือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางทะเล ค.ศ. 1936 ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งกำหนดว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดในกรณีที่ของสูญหายหรือเสียหายไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐ ต่อ 1 หีบห่อ ซึ่งตามใบตราส่งมีข้อสัญญาให้นำกฎหมายดังกล่าว มาใช้กับกรณีสินค้าสูญหาย ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยอย่างสูงจึงไม่เกิน 500เหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 10,000 บาท ผู้รับโอนใบตราส่งไม่ได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องใช้เงินแก่ผู้รับโอนใบตราส่งและโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยการรับช่วงสิทธิมาจากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับโอนใบตราส่งจากผู้ส่งสินค้า โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อกำหนดดังกล่าวในสัญญาด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สายเดินเรือเมอส์ก สาขากรุงเทพฯ เป็นสาขาของจำเลยทั้งสองและสินค้าที่รับขนมานั้นปรากฏความเสียหายขึ้นในประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองยังศาลไทยให้รับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ จำเลยส่งมอบสินค้าให้ผู้รับไม่ครบถ้วน โดยเกิดความเสียหายขึ้นระหว่างขนส่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิด ดังนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน68,120.18 บาท ให้แก่ผู้รับตราส่งไปแล้วจึงได้รับช่วงสิทธิข้อจำกัดความรับผิดในใบตราส่งนั้นอยู่นอกเหนือรายการในใบตราส่งตามกฎหมายทั้งผู้ตราส่งและผู้รับตราส่งมิได้ตกลงด้วย พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 68,120.18 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาทแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนมีสำนักงานใหญ่อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และจดทะเบียนพาณิชย์ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการประกันภัยในประเทศไทย จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศเดนมาร์ก ประกอบกิจการขนส่งเดินเรือระหว่างประเทศและกิจการอื่นๆ จดทะเบียนพาณิชย์ ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย โดยสำนักงานสาขาของจำเลยนี้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ มีจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง