ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 1112/2543

หลักกฎหมาย

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบางกรณีจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีบุคคลสองฝ่ายมาตกลงร่วมคบคิดกัน เช่น การจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจะต้องมีผู้ขายฝ่ายหนึ่งกับผู้ซื้ออีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาคนละอย่างกัน ผู้ขายมีเจตนาที่จะขายผู้ซื้อมีเจตนาที่จะซื้อ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะขายและจะซื้อยาเสพติดให้โทษต่อกัน ก็ถือว่าได้สมคบโดยการตกลงร่วมคบคิดกันที่จะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องมีเจตนาเดียวกันหรือเจตนาร่วมกันไม่ จากการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจำเลยและ ล. กระทำความผิดในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขออนุมัติแจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมและได้รับอนุมัติแล้ว พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลย แต่จำเลยให้การปฏิเสธ แม้โจทก์จะมิได้อ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยาน แต่จำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งยังยอมรับว่าได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่าร่วมสมคบกับผู้อื่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพราะได้มีการสมคบกันแล้ว จึงฟังได้ว่าได้มีการสอบสวนจำเลยในข้อหาสมคบกันตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ โดยชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกับนายลิขิต เขียวงาม เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยจำเลยตกลงซื้อเฮโรอีนจำนวน 8 ถุง น้ำหนักไม่ปรากฏชัดในราคา 800,000 บาท จากนายลิขิต เพื่อนำมาไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายนายลิขิตได้ให้นายสว่าง เขียวงาม และนายทองดี ศรีวิชัย นำเฮโรอีนจำนวน 8 ถุง น้ำหนักไม่ปรากฏชัดไปส่งมอบให้จำเลย จำเลยได้ชำระเงิน 800,000 บาท เป็นค่าเฮโรอีนให้แก่นายลิขิตไป และจำเลยมีเฮโรอีนจำนวน 8 ถุง ซึ่งไม่อาจชั่งหาน้ำหนักได้ที่ซื้อมาจากนายลิขิตในราคา 800,000 บาท ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่ลูกค้าของจำเลยไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับนายสว่างและนายทองดีได้พร้อมธนบัตรจำนวน 800,000 บาท ที่จำเลยชำระค่าเฮโรอีนแก่นายลิขิต ตรวจพบเฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิ 2.25 กรัม ในรถยนต์โตโยต้า แผ่นป้ายทะเบียนแดงข - 7250 กรุงเทพมหานคร ที่นายสว่างและนายทองดีใช้เป็นอุปกรณ์และยานพาหนะในการนำเฮโรอีนไปส่งมอบแก่จำเลยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 20 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดร่วมกันจับกุมนายสว่าง เขียวงาม และนายทองดี ศรีวิชัย ได้ในห้องพักเลขที่ 136 โรงแรมรอแยลอินน์ และพบกระเป๋าเดินทางผ้าลายพรางทหารบรรจุเงินสดเป็นธนบัตรไทยชนิดต่าง ๆ รวมจำนวน 800,000 บาท และมีคราบผงสีขาวติดอยู่ภายในกระเป๋าดังกล่าวกับรถยนต์โตโยต้าสีแดง แผ่นป้ายทะเบียนแดง ข - 7250 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่หน้าห้องพัก บริเวณช่องลับใต้เบาะหลังของรถยนต์ดังกล่าวพบเฮโรอีนชนิดผงสีขาวตกอยู่ร่วมน้ำหนัก 2.25 กรัม จึงยึดไว้เป็นของกลางและจากการค้นตัวนายสว่างและนายทองดีพบกระดาษระบุชื่อเจ๊ทิพย์และนายลิขิต พร้อมหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของบุคคลทั้งสอง เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาบุคคลทั้งสองว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นายสว่างและนายทองดีให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันนำเฮโรอีนที่นายลิขิต เขียวงาม ตกลงขายแก่จำเลยมาส่งให้แก่จำเลยและรับเงินค่าเฮโรอีนจำนวน 800,000 บาท จากจำเลยไปมอบให้แก่นายลิขิตที่จังหวัดเชียงราย ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องดำเนินคดีแก่นายสว่างและนายทองดีในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่จำเลยในราคา 800,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นายสว่างและนายทองดีมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกนายสว่างและนายทองดีคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีน กระเป๋าผ้า และริบธนบัตรจำนวน 800,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายจักรี เปรมสมิทธิ์ นายสรรพสารสิงหเศรษฐ นายธำรงค์ ลิ้มชัยกิจ และนายชำนาญ ลีจันทึก เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มาเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกันว่าได้สืบสวนและติดตามพฤติการณ์ของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2533 จำเลยมีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดให้โทษประเภทเฮโรอีน โดยติดต่อซื้อมาจากจังหวัดเชียงรายจากบุคคลหลายกลุ่ม แต่สำหรับคดีนี้จำเลยติดต่อซื้อจากนายลิขิต เขียวงาม ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 9 ขุนน้ำบ้านจ้อง ซอย 2 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในการจับกุมนายสว่างและนายทองดี เจ้าพนักงานได้ค้นพบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่กระเป๋าสตางค์ของคนทั้งสองซึ่งบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ 01-9326852, 01-4922054, 01-9247139 และ 5191874 ระบุว่าเป็นของเจ๊ทิพย์และหมายเลข 01-9507250, 01-9507245 ซึ่งระบุว่าเป็นของนายลิขิตตามเอกสารหมาย จ.45 และ จ.46 นายสรรพสารเบิกความยืนยันว่าคำว่าเจ๊ทิพย์ในกระดาษดังกล่าวหมายถึงจำเลยและหมายเลขโทรศัพท์ 5191874 เป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านพักของจำเลย หมายเลขโทรศัพท์ 01-9247139 เป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ 01-9326852 และ 01-4922054 มีชื่อของนายประยูร สันต์เกษม และนางสาวรัชนี โกมลวานิช ลูกน้องของจำเลยเป็นเจ้าของ แต่จำเลยเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2543 · ทนอย Thanoy