ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 11149/2555

หลักกฎหมาย

โจทก์มีสิทธิเพียงผลิตเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลง โดยทำซ้ำมาสเตอร์เทปหรือแถบบันทึกเสียงเพลงต้นฉบับซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์เท่านั้น โจทก์ไม่อาจดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าว สิ่งบันทึกเสียงต่าง ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นอันเป็นการทำซ้ำโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จึงเป็นเพียงสิ่งบันทึกเสียงที่ทำซ้ำขึ้นโดยชอบมิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลง ซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงที่โจทก์ผลิตขึ้น แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำมาผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียงให้ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยฟังโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) หรือมาตรา 31 (2)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,365,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,301,760 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นรายสัปดาห์โดยคำนวณสัปดาห์ละ 96 เที่ยวบิน ในอัตราเที่ยวบินละ 120 บาท แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินจำนวน 1,301,760 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 26 เมษายน 2549 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 63,390 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์และมีอำนาจที่จะกระทำได้มากน้อยเพียงใด งานเพลงที่โจทก์ได้รับสิทธิกับชื่อเพลงที่ระบุไว้ในหนังสือ "สวัสดี" เป็นงานเพลงของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่โจทก์ได้รับสิทธิตรงกันหรือไม่ โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง งานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นงานเพลงของผู้ใด จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในวันใดและในเที่ยวบินใด ในปัญหานี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้เปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด นางนันทาและนายกิตติชัย ให้บริการแก่ผู้โดยสารได้รับฟังในเครื่องบินของจำเลยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นมา โดยเพลงที่จำเลยนำมาเปิดนั้นมีเพลงและผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง รวมจำนวน 58 แผ่น โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และผู้มีลิขสิทธิ์เพลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าลิขสิทธิ์เพลงตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำนวน 113 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 96 เที่ยว จำนวนเที่ยวละ 120 บาท เป็นเงินจำนวน 1,301,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้บรรยายให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยโจทก์อ้างว่าได้ลิขสิทธิ์นั้นมาจากการได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด นางนันทาและนายกิตติชัย โดยจำเลยเปิดเพลงในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ให้บริการแก่ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยได้รับฟังอันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ กับมีคำขอบังคับท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ลิขสิทธิ์เพลงเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์ให้พอเข้าใจได้แล้วเช่นกัน ส่วนรายละเอียดของเพลงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ปรากฏตามรายชื่อเพลงในหนังสือ "SAWASDEE" (สวัสดี) ของจำเลยซึ่งโจทก์ระบุว่าเพลงแต่ละเพลงบันทึกอยู่ในซีดีแม่ไม้เพลงไทยของโจทก์หมายเลขใด โดยโจทก์ระบุว่าโจทก์ได้ลิขสิทธิ์นั้นตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ทำกับผู้ใดฉบับใด พร้อมทั้งระบุว่าจำเลยกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในเดือนและปีใดไว้ด้วย ดังปรากฏในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยสามารถให้การปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์และให้เหตุผลแห่งการปฏิเสธได้เป็นอย่างดี ดังปรากฏตามคำให้การของจำเลย แสดงว่าจำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง