คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 11153/2558
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ต่อเนื่องกันไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันที่ 12 มิถุนายน 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร เมื่อครบ 60 วัน ตามคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และปรับจำเลยรายวันตามกฎหมายนับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่จำเลยฝ่าฝืนจนกว่าจำเลยจะดำเนินการรื้อถอน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 30,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จนถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เป็นเวลา 245 วัน เป็นเงิน 36,750 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 จนกว่าจำเลยจะได้ดำเนินการรื้อถอนเสร็จสิ้น เมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2556) เป็นเวลา 1,770 วัน เป็นเงิน 265,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมสองกระทง คงจำคุก 3 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000 บาท กับคงปรับรายวัน วันละ 75 บาท เป็นเงิน 151,125 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังจากวันที่ 11 มิถุนายน 2551 สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และคำนิยามคำว่าดัดแปลง ไม่มีคำว่าทำการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อน บรรยายเพียงว่า ก่อสร้างเสาเหล็ก ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถก่อสร้างเสาเหล็กได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้างพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อนอีก ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงวันที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ ซึ่งเป็นวันที่พ้นกำหนดสามวันนับแต่วันปิดประกาศ คือวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้วันที่ปิดประกาศคำสั่งเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงวันเริ่มต้นที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง