ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 1117/2544

หลักกฎหมาย

กรุงเทพมหานครจำเลยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 6,9,11,13 การที่จำเลยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ตกเป็นของจำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยได้วางเงินค่าทดแทนไว้ต่อธนาคารในนามของโจทก์ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับ จึงไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาทในภายหลังอีก ทั้งจำเลยได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์แล้ว ที่ดินพิพาทย่อมมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรวม 13 แปลง เนื้อที่27 ไร่ 45 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายบริหารงานโดยจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีหน้าที่บริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายและยังเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 และเมื่อวันที่ 19ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 มอบให้ผู้อำนวยการกองรังวัดและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแจ้งโจทก์ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนและให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน8,956,900 บาท โดยไม่มีเหตุผลและรายละเอียด โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้ตอบอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งจำเลยทั้งสองยังเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 และเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 ได้สิ้นผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2535โดยไม่มีพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินของโจทก์ออกมาใช้บังคับเพื่อเวนคืนที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินของโจทก์ตลอดมา จึงเป็นการครอบครองโดยละเมิดโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินเดือนละ 2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารอพยพขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเดิมโดยมิให้เกี่ยวข้องอีกด้วยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2531คณะรัฐมนตรีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 13 ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 22 กันยายน 2533 เรื่องกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ให้อำนาจจำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าครอบครองและใช้อสังหาริมทรัพย์ได้ก่อนที่จะมีการเวนคืนซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 107 ลงวันที่ 27 กันยายน2533 จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนได้ตั้งแต่บัดนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนและได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 8,955,895 บาท แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินภายในกำหนด และไม่อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ภายในกำหนด เงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดให้แก่โจทก์จึงเป็นอันเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจำนวน 13 แปลง ตั้งอยู่แขวงหนองบอนเขตประเวศ (เดิมเขตพระโขนง) กรุงเทพมหานคร รวมเนื้อที่ 27 ไร่45 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2535ตามพระราชกฤษฎีกาฯ เอกสารหมาย ล.9 และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างที่เก็บกักน้ำดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากการเวนคืนเนิ่นช้าไปจะเป็นอุปสรรคอย่างมากแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คณะรัฐมนตรีโดยมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2533 จึงกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานครตามพระ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2544 · ทนอย Thanoy