คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 1118/2541
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4(5) ประกอบมาตรา 11 วรรคหนึ่ง การชักลากไม้ถือเป็นการทำไม้ ดังนั้นการชักลากไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือระเบียบในการชักลากไม้ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นการทำไม้โดยไม่รับอนุญาตตามมาตรา 11 ซึ่งผู้กระทำ ต้องรับโทษตามมาตรา 73 จำเลยชักลากไม้โดยยังไม่ได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจวัดคำนวณค่าภาคหลวงตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการกำหนด หลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขและระยะเวลาในการชักลาก และนำ ไม้เคลื่อนที่ภายหลังสัมปทานสิ้นสุดลง พ.ศ. 2532 ซึ่งออกตามความในมาตรา 68 เบญจ วรรคท้าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 2 กระทง พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 68 เบญจ วรรคสาม ที่บัญญัติว่าผู้รับสัมปทานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข และระยะเวลาตามที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนดดังกล่าวให้หมดสิทธิในไม้นั้น และให้ไม้นั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้รับสัมปทานหมดสิทธิในไม้โดยให้ไม้ตกเป็นของแผ่นดิน มิใช่หมายความว่าเมื่อไม้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วการกระทำไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราอื่นอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการทำไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยจึงมีความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนอีกด้วย
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 91พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 4พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 11พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 68 เบญจพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 73พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 14พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 20 มีนาคม2532 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2533 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำไม้ยางซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ตามกฎหมาย จำนวน 61 ท่อน กับทำไม้หวงห้ามประเภท ก.ตามพระราชกฤษฎีกา คือ ไม้กระท้อนป่า 15 ท่อน ไม้กระบก 9 ท่อนไม้กระบาก 11 ท่อน ไม้ลำไยป่า 4 ท่อน ไม้แลนไห้ 34 ท่อนไม้มะหาด 11 ท่อน ไม้จำปีป่า 1 ท่อน ไม้เต็งตานี 33 ท่อนไม้ตะเคียนทอง 5 ท่อน ไม้แดงน้ำ 56 ท่อน ไม้ตะคร้ำ 11 ท่อนไม้ตะเคียนหนู 2 ท่อน ไม้ตะแบก 16 ท่อน ไม้เสลา 4 ท่อนไม้ปู่เจ้า 2 ท่อน ไม้มะอ้าตาเสือ 1 ท่อน ไม้ตาเสือ 10 ท่อนไม้บุนนาค 5 ท่อน ไม้เนา 1 ท่อน ไม้พระเจ้าห้าพระองค์ 2 ท่อนไม้คำดง 24 ท่อน ไม้มะกล่ำต้น 7 ท่อน ไม้มะค่าโมง 95 ท่อนไม้ยมหิน 17 ท่อน และไม้สมพง 65 ท่อน รวมไม้หวงห้ามประเภท ก.ดังกล่าวจำนวน 441 ท่อน รวมเป็นไม้หวงห้ามทั้งสิ้น 502 ท่อนในเขตป่าแม่สิน-ป่าแม่สาน ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม้ยางและไม้หวงห้ามจำนวน 502 ท่อนดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันตัดฟันลงตามสัมปทานที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตดังกล่าวและอยู่ในระหว่างการชักลากภายหลังจากสัมปทานไม้ที่จำเลยที่ 1ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลง จำเลยทั้งห้าต้องหยุดการตัดฟันไม้รวมถึงการชักลากและนำไม้เคลื่อนที่ออกจากจุดที่ไม้นั้นอยู่โดยสิ้นเชิง แต่จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันทำไม้โดยการชักลากและนำไม้เคลื่อนที่ออกจากจุดที่ไม้ดังกล่าวเคยอยู่เดิม ขณะที่สัมปทานไม้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลง ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งห้าไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข และระยะเวลาในการชักลากไม้และนำไม้เคลื่อนที่ภายหลังการสัมปทานสิ้นสุดลง โดยจำเลยทั้งห้ายังมิได้เสียค่าภาคหลวงสำหรับไม้ดังกล่าวและยังไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายและเมื่อระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2532 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2533ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำไม้ยางซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 16 ท่อน กับทำไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามพระราชกฤษฎีกา คือ ไม้กระท้อนป่า 17 ท่อนไม้กระบก 1 ท่อน ไม้กระบาก 6 ท่อน ไม้ลำไยป่า 1 ท่อนไม้แลนไห้ 5 ท่อน ไม้มะหาด 13 ท่อน ไม้จำปีป่า 8 ท่อน ไม้เต็งตานี7 ท่อน ไม้ตะเคียนทอง 1 ท่อน ไม้แดงน้ำ 32 ท่อน ไม้ตะคร่ำ 3 ท่อนไม้ตะแบก 3 ท่อน ไม้เสลา 3 ท่อน ไม้ปู่เจ้า 2 ท่อน ไม้มะอ้าตาเสือ10 ท่อน ไม้ตาเสือ 16 ท่อน ไม้คำดง 2 ท่อน ไม้มะกล่ำต้น 1 ท่อนไม้มะค่าโมง 12 ท่อน ไม้ยมหอม 2 ท่อน ไม้ยมหิน 2 ท่อน และไม้สมพง 15 ท่อน รวมไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามพระราชกฤษฎีกาจำนวน 162 ท่อน รวมไม้หวงห้ามทั้งสิ้นจำนวน 178 ท่อน ภายในเขตป่าแม่สิน-ป่าแม่สาน ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม้ยางและไม้หวงห้าม 178 ท่อน ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันตัดฟันลงตามสัมปทานไม้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงจำเลยทั้งห้าต้องหยุดการตัดฟันไม้รวมถึงการชักลากและนำไม้เคลื่อนที่ออกจากจุดที่ไม้นั้นอยู่โดยสิ้นเชิง แต่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำไม้โดยชักลากและนำไม้ดังกล่าวข้างต้นเคลื่อนที่ออกจากจุดที่ไม้ดังกล่าวเคยอยู่เดิมขณะที่สัมปทานไม้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลง ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งห้าไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข และระยะเวลาในการชักลากไม้และนำไม้เคลื่อนที่ภายหลังสัมปทานสิ้นสุดลง โดยจำเลยทั้งห้ายังไม่ได้เสียค่าภาคหลวงสำหรับไม้ดังกล่าว และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลแม่สินตำบลแม่สำ และตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยเกี่ยวพันกัน ต่อมาระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันที่28 เมษายน 2533 เจ้าพนักงานตรวจยึดได้ไม้หวงห้ามที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำโดยการชักลากผิดกฎหมาย จำนวน 502 ท่อน และระหว่างวันที่ 18 ถึง 29 ตุลาคม 2533 ตรวจยึดได้ไม้หวงห้ามอีกจำนวน178 ท่อน รวมเป็นไม้หวงห้ามทั้งสิ้น 680 ท่อน ปริมาตร 1,715.17ลูกบาศก์เมตร เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 68 ทวิ, 68 จัตวา,68 เบญจ, 73, 74 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้ริบไม้ของกลางทั้งหมด กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 345/2534ของศาลชั้นต้น และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 453/2536 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่รับว่าจำเลยทั้งห้าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีอาญาหมา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง