ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 11188/2558

หลักกฎหมาย

การที่บุคคลหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนอันตนจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าเป็นตัวแทนของตนตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 821 นั้น นอกจากจะมีการแสดงออกว่าเป็นตัวแทนของบุคคลใดแล้ว บุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วยจะต้องรับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลนั้นที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการด้วย ผู้ที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการ จึงจะต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการ ถ้าหากบุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วย มิได้รับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลอื่น แต่ยอมติดต่อโดยเชื่อถือผู้ที่มาติดต่อด้วยอย่างผู้มาติดต่อเป็นเจ้าของกิจการนั้นเองแล้ว ก็ต้องถือว่าไม่ใช่กรณีที่บุคคลคนหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นตัวแทน หรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองเป็นผู้แทนตน อันตนจะต้องพลอยรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการไปด้วย และต้องถือเป็นกรณีที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นติดต่อกับบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวเอง ไม่มีการพาดพิงไปถึงบุคคลใดให้ต้องรับผิดชอบด้วย ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์เป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 บังคับให้จำเลยแสดงออกแก่โจทก์ทำให้โจทก์เชื่อว่าการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 เอง จึงเป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 เชิดจำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 จะยกเหตุการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 เพื่อจำเลยจะได้มีเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ตามเงื่อนไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรือตัดสินใจในการกำหนดราคาซื้อขายหรือเข้าถือเอาประโยชน์จากการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างกันเอง มาเป็นเหตุอ้างปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายเพราะการนี้หาได้ไม่ เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ทราบว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 ดังนั้น การที่จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 นั้น จำเลยร่วมที่ 2 ย่อมทราบแล้วว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ย่อมอยู่ในฐานะที่จะต้องรู้ถึงข้อความจริงอันเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบอยู่ก่อนรับโอนที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการกระทำนิติกรรมขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางโพงพาง อำเภอเมือง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากไม่สามารถปฏิบัติได้ขอให้จำเลยคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ชดใช้ค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบแปลน ค่าบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อธนาคาร ค่าเตรียมงานก่อสร้าง รวม 10,000,000 บาท และ ค่าขาดประโยชน์ 420,403,225 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์อาจถูกลูกค้าฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 100,000,000 บาท รวม 530,403,225 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เรียกเฉพาะบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม แต่ในส่วนของบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ให้ยกคำร้อง ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ว่า จำเลยร่วมที่ 1 และเรียกบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ว่า จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางโพงพาง อำเภอเมือง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินแก่จำเลยให้ครบถ้วนจำนวน 315,000,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และชำระค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการขาดทุนกำไรจำนวน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายและค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบ ค่าบริการจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อ ค่าเตรียมงานก่อสร้างจำนวน 200,000 บาท รวม 20,200,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับ จำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ) โจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วให้จำเลยในฐานะตัวแทนเชิดจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินแก่จำเลยร่วมที่ 1 ให้ครบถ้วนจำนวน 315,000,000 บาท หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทยจำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และชำระค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการขาดทุนกำไรจำนวน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายและค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบ ค่าบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อ ค่าเตรียมงานก่อสร้างจำนวน 200,000 บาท รวม 20,200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ข้อที่สามมีว่า จำเลยเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยร่วมที่ 1 ในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า การเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลใดก็ได้ เพื่อจำเลยจะได้มีเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ตามเงื่อนไขในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยร่วมที่ 1 มิได้พิจารณาว่าบุคคลภายนอกผู้ซื้อจะเป็นผู้ใด หรือมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด ซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11188/2558 · ทนอย Thanoy