คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 11195/2556
หลักกฎหมาย
มาตรา 7 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ของกฎหมายเดิมบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง คนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันไปแล้ว ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วยนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติประกอบการลงโทษบุคคลที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งแล้ว มิใช่ฐานความผิดหรือบทกำหนดความผิดและกำหนดโทษในตัวเองที่จะใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดโดยตรง และการที่มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษผู้ร่วมสมคบตามวรรคหนึ่งทุกคนตามฐานความผิดที่มีการกระทำลงอีกกระทงหนึ่งด้วย แสดงอยู่ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานที่ได้มีการกระทำลงแยกต่างหากจากกันเป็นคนละกระทงกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวกัน ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวร่วมกันมาในข้อเดียว ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในทุกฐานความผิดดังกล่าวเพียงกรรมเดียว หาได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 จึงลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับความผิดในฟ้องข้อนี้ได้เพียงกรรมเดียว
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1984/2551 และ 1985/2551 แต่คดีสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พะราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา พาไปหรือรับตัวหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี และฐานร่วมกันสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวการค้าหญิงหรือเด็ก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 2 ปี 15 เดือน และปรับ 62,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ให้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 คู่ความไม่ฎีกา คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุมซึ่งตามอุทธรณ์ของโจทก์โต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจัดให้นางสาวสอนกับพวกรวม 6 คน หญิงชาวลาวดังกล่าวซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พักอาศัยและค้าประเวณีที่ร้านคุณปู่ที่เกิดเหตุ โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหากับมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วย ถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในความผิดข้อหานี้ด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวและเห็นว่าความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ยังคงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกข้อหาตามฟ้อง ถือว่าโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในความผิดนี้แล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และพวกตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุดรธานีทราบว่ามีผู้นำเด็กหญิงและหญิงชาวลาวมาบังคับค้าประเวณีที่ร้านอาหารชื่อ บ้านคุณปู่ ที่เกิดเหตุ ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นางดุจฤดี นักสังคมสงเคราะห์ของสำนักงานดังกล่าว กับเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุดรธานีพร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจ ร่วมกันไปตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ พบเด็กหญิงและหญิงชาวลาวซึ่งรับว่าพักอาศัยและค้าประเวณีอยู่ที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง