ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 1123/2563

หลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่หรือมีสิทธิใดอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องออกจากป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่เกิดเหตุ ไม่มีบทกฎหมายใดให้สิทธิแก่จำเลยในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ได้รับการผ่อนผันอยู่ในที่ดินป่าและป่าสงวนแห่งชาติได้ สิทธิของจำเลยพึงมีประการใดจะต้องไปดำเนินการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนั้น หาอาจใช้สิทธิทางศาลได้ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในระยะเวลาที่กำหนด กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 3,949,975.46 บาท แก่กรมป่าไม้ตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุเป็นป่าบ้านโป่งเกตุ เนื้อที่ 57 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรออกกฎกระทรวงฉบับที่ 325 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและปิดประกาศให้ประชาชนทราบแล้ว จำเลยเข้ายึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี โดยปลูกต้นยางพาราและสับปะรด สร้างบ้าน 1 หลัง และห้องน้ำ 1 ห้อง ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเห็นว่าจำเลยมิใช่ผู้ยากไร้หรือผู้ไร้ที่ทำกินอันจะได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าได้ จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความสรุปได้ว่าที่เกิดเหตุและที่ดินโดยรอบไม่มีสภาพเป็นป่าแต่เป็นสวนยางพาราบ้าง ไร่สับปะรดบ้าง และราษฎรเข้าทำประโยชน์เต็มพื้นที่ สอดคล้องกับจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินที่เกิดเหตุจากนายตื้อเมื่อประมาณ ปี 2532 ขณะซื้อที่ดินมีพริกและข้าวโพดปลูกอยู่แล้ว และมีต้นสนปลูกในที่ดิน ไม่มีสภาพเป็นป่า ที่ดินข้างเคียงส่วนใหญ่ปลูกพริก หลังจากซื้อที่ดินแล้วจำเลยตัดต้นสนออกปลูกสับปะรดแทน ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าพนักงานตำรวจมาแจ้งจำเลยว่าบุกรุกป่า ไม่เคยเห็นหลักเขตที่บอกว่าเป็นแนวป่า เช่นเดียวกับที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่นายประชัย และที่ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อขณะจำเลยซื้อที่ดินเกิดเหตุ ที่ดินในบริเวณดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่า แต่มีสภาพการเข้าทำประโยชน์ของราษฎรจนเต็มพื้นที่ จึงมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับราษฎรอื่นได้ เกี่ยวกับหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามสมควรเพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ คงได้ความจากนายมนัส ลูกจ้างประจำของหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ปข.4 (ห้วยทราย) ว่า เคยเห็นหลักหมุดเมื่อปี 2540 มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายขวา ให้ตรงไปทางเหนือใต้ หากไปทิศตะวันตกจะเป็นเขตป่า ส่วนทิศตะวันออกจะเป็นเขตของชาวบ้าน หลังจากนั้นไม่ได้สังเกตหลักหมุดดังกล่าวอันแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีหลักหมุดเพียงหลักเดียวปรากฏอยู่ในปี 2540 หลังจากนั้นหลักหมุดดังกล่าวจะคงมีอยู่หรือไม่ ไม่มีพยานโจทก์ใดยืนยันได้ ทั้งหลักหมุดดังกล่าวก็อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุถึง 3 กิโลเมตร และพื้นที่จากหลักหมุดดังกล่าวถึงที่เกิดเหตุ ราษฎรก็เข้าครอบครองทำประโยชน์เต็มพื้นที่ จึงถือไม่ได้ว่าในที่เกิดเหตุได้มีหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามสมควรเพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะมีประกาศกฎกระทรวงแสดงพื้นที่การเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงมีผลบังคับใช้ และต้องถือว่าจำเลยทราบประกาศนั้นแล้วด้วยก็ตามก็เป็นแต่เพียงให้ถื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1123/2563 · ทนอย Thanoy