ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 11249/2556

หลักกฎหมาย

คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ นั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงตามที่กำหนดตามแผนดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวน แต่ก็เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้โจทก์ได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้น้อยลงและจะเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากลูกหนี้อีกไม่ได้ แต่ในส่วนจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังไม่ระงับทั้งหมดอยู่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,445,354.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,979,741.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ หนี้เกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท และหนี้อื่น ๆ ของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ไว้ต่อโจทก์ และบริษัทเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท นอกจากนี้บริษัทยังมีหนี้อื่นและมีเจ้าหนี้รายอื่นอีกหลายราย ต่อมาบริษัทได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่นที่เป็นสถาบันการเงินรวม 15 ราย แต่ยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน ยังมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นต้นเงิน 11,979,741.05 บาท และดอกเบี้ย 3,465,613.26 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,445,354.31 บาท และบริษัทยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งในที่สุดศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) แล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 970/2546 ของศาลล้มละลายกลาง โดยตามแผนฟื้นฟูกิจการมีข้อความเป็นทำนองให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดได้ และในระหว่างที่บริษัทยังปฏิบัติตามแผน เจ้าหนี้จะไม่บังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกัน ซึ่งก็ปรากฏว่าบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามแผนฟื้นฟูกิจการโดยมิได้ผิดนัดแต่อย่างใด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ต่อโจทก์ ทั้งที่โจทก์ยังคงได้รับชำระหนี้จากบริษัทตามแผนฟื้นฟูกิจการมาโดยตลอด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27" และในวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ดังนั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนนั้น ย่อมมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ นั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนั้น จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ซึ่งหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทลูกหนี้ดังกล่าวเพียงบางส่วน หนี้ส่วนของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันก็ย่อมระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนกรณีที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวนั้น เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงตามที่กำหนดตามแผนดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันบริษัทได้ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายนี้ไว้เช่นเดียวกันนี้แล้ว นอกจากนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังวินิจฉัยด้วยว่า ในส่วนกรณีที่ตามแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ข้อ 2.4 ระบุว่า ในระหว่างที่บริษัทลูกหนี้สามารถดำเนินการตามแผนนี้เจ้าหนี้จะไม่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง