ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537

ฎีกาที่ 1126/2537

หลักกฎหมาย

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและเพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ ก.ได้แต่งตั้งให้ น. และหรือ ว. เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการต่าง ๆแทนห้างหุ้นส่วนได้แก่ ฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ดำเนินคดี และดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาในศาลทั้งหลายของประเทศไทยหรือองค์การใด ๆ ของรัฐบาลในประเทศไทยต่อจำเลยทั้งห้า ฟ้องร้องดำเนินคดีล้มละลายแก่ลูกหนี้ในประเทศไทยและกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนี้ เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ค่าอากรจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7(ค) ท้ายประมวลรัษฎากร แม้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 จะลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว แต่ก็เป็นการกระทำในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ ก.หาใช่โจทก์ทั้งสามต่างคนต่างมอบอำนาจเป็นการเฉพาะตัวไม่ เมื่อเป็นการมอบอำนาจให้บุคคล 2 คน ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์สำหรับผู้รับมอบอำนาจคนละ 30 บาทหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 60 บาท เท่านั้น การปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113 และ 114ก็ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินอากรจนครบพร้อมเงินเพิ่มอากรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยในชั้นสืบพยานโจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมอีก 150 บาท จากที่ปิดอากรแสตมป์ไว้เดิมเพียง 30 บาทซึ่งมากกว่าจำนวนที่ต้องปิดตามกฎหมาย พร้อมทั้งขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้วแม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้เสียเงินเพิ่มอากรศาลก็รับฟังหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเป็นพยานหลักฐานได้โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาเป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคแรก (เดิม) คดีพิพาทเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเล ซึ่ง ป.พ.พ.มาตรา 609 วรรคสอง กำหนดให้บังคับตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการนั้น แต่ปรากฏว่าขณะเกิดข้อพิพาทยังไม่มีกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับทั้งไม่ปรากฏจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 รับขนมาใช้บังคับโดยถือเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติว่าผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นบุบสลายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการบุบสลายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับขนส่งสินค้าลำไยพิพาทโดยมีหน้าที่ต้องจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นสำหรับควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2มอบตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำการขนส่งเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเรือบรรทุกสินค้า จำเลยที่ 2เป็นผู้ว่าจ้างโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าเป็นการส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นภายในบรรจุลำไยสดจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงทราบดีว่าสินค้าภายในตู้เป็นผลไม้สดที่ต้องใช้ตู้ทำความเย็นเพื่อรักษาความสดของผลไม้ไว้ เหตุที่จำเลยที่ 3และที่ 4 อ้างว่าสินค้าลำไยพิพาทต้องเสียหายเป็นเพราะความบกพร่องของตู้คอนเทนเนอร์ ท่อน้ำยารั่ว ตู้ดังกล่าวจึงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้ เจ้าหน้าที่เรือไม่อาจซ่อมแซมขณะเรือแล่นอยู่ในทะเลได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบุบสลายหรือเสียหายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าสินค้าต้องบุบสลายหรือเสียหายเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือผู้รับตราส่งแต่อย่างใด การขนส่งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดจำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดร่วมกันในการบุบสลายหรือเสียหายนั้นต่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 5 ผู้รับตราส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประกอบธุรกิจขายผักและผลไม้ในประเทศสิงคโปร์ โดยใช้ชื่อทางการค้าห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ คดีนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้มอบอำนาจให้นายนพพันธ์เมืองโคตรและ/หรือนายเวคิน สุวรรณคีรี เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งห้าต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเป็นผู้รับขนส่งสินค้าและคนโดยสารระหว่างประเทศโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยที่ 3และที่ 4 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าจำพวกผลไม้สดจากกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยไปยังสิงคโปร์กับโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงรับขนส่งผลไม้สดและจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นสำหรับควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่งและทำการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นซึ่งบรรจุผลไม้สดที่โจทก์ที่ 1ส่งมอบให้ไปยังประเทศสิงคโปร์ สัปดาห์ละ 2 ตู้ โดยทำการขนส่งครั้งละ 1 ตู้ รวม 10 เที่ยว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นที่มีคุณภาพดีและควบคุมอุณหภูมิของผลไม้สดที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ในระหว่างขนส่งทางเรือให้มีระดับบวก 2 องศาเซนติเกรด ถ้าเครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ไม่ทำงานหรืออุปกรณ์เครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์บกพร่องทำให้ผลไม้สดที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ที่ 1ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้มอบหมายให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนในการจัดส่งสินค้าลำไยสดเพื่อทำการขนส่งไปยังประเทศสิงคโปร์และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อคือห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ โจทก์ที่ 1จึงได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำการขนส่งโดยได้มอบลำไยจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ขนาด40 ฟุต ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ให้มีอุณหภูมิบวก 3 องศาเซนติเกรด แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่มีเรือบรรทุกสินค้าไปประเทศสิงคโปร์ และไม่มีผู้ขนส่งทอดสุดท้ายที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้มอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ทำการขนส่งต่ออีกทอดหนึ่งจากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ และเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ยอมทำการขนส่งทอดสุดท้ายที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีใบตราส่งทางเรือที่จะออกให้แก่โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงติดต่อขอให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ออกใบตราส่งทางเรือ ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ออกใบตราส่งทางเรือโดยระบุว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ส่งสินค้าห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ เป็นผู้รับตราส่งและระบุให้บริษัทเฟรทแมนเนจเม้นท์ (พีอีที) จำกัด ซึ่งเป็นตัวการของจำเลยที่ 5 ในประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้าย เพื่อแจ้งการมาของเรือบรรทุกสินค้าตลอดจนรับแลกใบตราส่งทางเรือและออกใบปล่อยสินค้า โดยโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะเป็นผู้มารับสินค้าจากบริษัทเฟรทแมนเนจเม้นท์ (พีทีอี) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์และโจทก์ที่ 2 จะได้นำใบตราส่งทางเรือของจำเลยที่ 5 เป็นเอกสารประกอบการเบิกเงินจากธนาคารพาณิชย์ ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2527เรือบรรทุกสินค้า"ธนะภูมิ"ได้เดินทางไปถึงประเทศสิงคโปร์เมื่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไปรับสินค้าจากบริษัทเฟรทแมนเจเม้นท์ (พีทีอี) จำกัด ปรากฏว่าสินค้าลำไยที่ส่งไปเสียหาย ลำไยเกือบจะบูดเน่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นที่ชำรุดบกพร่อง เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าลำไยสดระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ร่วมขนส่งและได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ทำการขนส่ง และจำเลยที่ 5 ในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งทอดสุดท้ายซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเป็นผู้ออกใบตราส่งทางเรือ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าที่ต้องขายลำไยไปในราคาต่ำมาก ทำให้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 ต้องขาดทุนเป็นเงิน 28,000 เหรียญสิงคโปร์ โจทก์ทั้งห้าได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาและไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 343,560 บาทให้โจทก์ทั้งห้า พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเงินเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5ไม่ได้มอบอำนาจให้นายนพพันธ์ เมืองโคตร และ/หรือ นายเวคินสุวรรณคีรี เป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ทำการขนส่งลำไยสด จากกรุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2537 · ทนอย Thanoy