ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 1139/2542

หลักกฎหมาย

คดีแรงงาน จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำการจงใจให้จำเลยได้รับความเสียหายและทุจริตต่อหน้าที่ในการยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้างที่จังหวัดล.โดยโจทก์สมรู้กับผู้เข้าร่วมประมูลงานรับเหมาก่อสร้างรายอื่น เพื่อให้ผู้ประมูลงานรายนั้นได้งานก่อสร้างดังกล่าวไปอันเป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย และเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงในชั้นพิจารณาจำเลยไม่สืบพยานตามคำให้การ แต่กลับนำสืบว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ในการประมูลงานก่อสร้างศาลากลาง จังหวัด อ. โดยโจทก์รับเงินจากผู้ประมูลรายอื่นมาเป็นประโยชน์ส่วนตน แล้วโจทก์ไม่ยื่นซองประมูลประกวดราคางานก่อสร้าง โดยอ้างว่าโจทก์คำนวณแบบศาลากลางในรายละเอียดไม่ทัน ซึ่งเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนี้ศาลแรงงานจะยกเรื่องที่โจทกกระทำการทุจริตตามที่จำเลยนำสืบมาวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หาได้ไม่ เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นอย่างชัดแจ้งตามคำให้การต่อสู้คดี และศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า ในขณะโจทก์ยื่นซองประกวดราคารับเหมาก่อสร้างศาลากลางจังหวัด ล. ที่จำเลยให้การไว้โจทก์ได้ถูกคนร้ายขัดขวางและทำร้ายได้รับบาดเจ็บ จำเลยจึงไม่ให้โจทก์ไปทำงานอีกเพราะเกรงจะเป็นอันตราย ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมาจึงเป็นยุติว่า โจทก์ไม่ได้กระทำการจงใจให้จำเลยได้รับความเสียหาย และจำเลยมิได้ทุจริตต่อหน้าที่ในการยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้างศาลากลางจังหวัดล. ตามที่จำเลยให้การ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่มีเหตุเพียงพอเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 แก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 165,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 55,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 165,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างประจำงวดวันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2537 เป็นเงิน27,500 บาท และงวดวันที่ 1 ถึง 15 ตุลาคม 2537 เป็นเงิน 27,500 บาท รวมทั้งเงินผลประโยชน์ตามข้อตกลงในการหางานหรือขายสินค้าเป็นเงิน 5,341,500 บาทโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 165,000 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 55,000 บาท ค่าชดเชย 165,000 บาท ค่าผลประโยชน์ที่ได้จากการขายและหางาน 5,341,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโดยไม่มีข้อตกลงและสัญญาเป็นพิเศษว่า หากโจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้ทำงานโดยสามารถหางานจากบุคคลภายนอกด้วยการประมูลงานมาให้จำเลยหรือบริษัทในเครือ หรือเสนอขายสินค้าของจำเลยหรือบริษัทในเครือให้แก่บุคคลภายนอกได้ จำเลยจะจ่ายเงินให้โจทก์ร้อยละห้าของราคางาน หรือราคาสินค้าที่ขายได้ โจทก์ต้องทำงานและได้รับเงินตามสัญญาจ้างที่ทำกันไว้เท่านั้นในระหว่างทำงานจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ปฏิบัติงานให้แก่บริษัทยานยนต์สากลอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท ไทเกอร์อินดัสตรี จำกัดแต่สั่งให้โจทก์ปฏิบัติงานที่บริษัทเหว่ยเสิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในตำแหน่งรองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายก่อสร้างได้รับเงินเดือนทุกเดือนจากจำเลย โจทก์มีหน้าที่ยื่นซองประกวดราคารับเหมาก่อสร้างตามคำสั่งของบริษัทดังกล่าว โดยไม่มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ประมูลงานได้จะมีสิทธิได้รับเงินร้อยละห้าของมูลค่างานแต่อย่างใด ในระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติงานใหแก่บริษัทเหว่ยเสิ้ง (ประเทศไทย) จำกัดประมาณเดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ได้รับคำสั่งให้ยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้างที่จังหวัดลำปางหลังจากนั้นโจทก์หยุดงานโดยไม่แจ้งให้บริษัทเหว่ยเสิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือจำเลยทราบนับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2537 อันเป็นการละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเกินกว่า 3 วันทำงาน โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโจทก์ไม่มาทำงานที่บริษัทเหว่ยเสิ้ง (ประเทศไทย) จำกัดหรือที่บริษัทจำเลยอีก ในการปฏิบัติงานของโจทก์ที่จังหวัดลำปาง โจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจโดยฮั้วกับผู้เข้าประมูลงานรายอื่นเพื่อให้ผู้ประมูลงานรายนั้นได้งานไป อันเป็นการจงใจทำให้บริษัทเหว่ยเสิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือจำเลยที่เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ทั้งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2537 โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหาย รวมทั้งเงินค่าผลประโยชน์ตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทำการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยเลิกจ้างโจทกเมื่อวันที่14 ตุลาคม 2537 จึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ การเลิกจ้างของจำเลยไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 53,167 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าโจทก์มิได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำการจงใจให้จำเลยได้รับความเสียหายและทุจริตต่อหน้าที่ในการยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้างที่จังหวัดลำปางโดยโจทก์ฮั้วกับผู้เข้าร่วมประมูลงานรับเหมาก่อสร้างรายอื่น เพื่อให้ผู้ประมูลงานรายนั้นได้งานก่อสร้างดังกล่าวไป อันเป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย และเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง แต่ในชั้นพิจารณา จำเลยไม่มีพยานมาสืบให้ฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำให้การเช่นนั้นจำเลยกลับนำสืบว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ในการประมูลงานก่อสร้างศาลากลาง จังหวัดอุตรดิตถ์โดยโจทก์รับเงินจากผู้ประมูลรายอื่นมาเป็นประโยชน์ส่วนตน แล้วโจทก์ไม่ยื่นซองประมูลประกวดราคางานก่อสร้างศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยอ้างว่าโจทก์คำนวณแบบศาลากลางในรายละเอียดไม่ทันซึ่งเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนี้ ศาลแรงงานกลางจะยกเรื่องที่โจทก์กระทำการทุจริตในการประมูลงานก่อสร้างศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ตามที่จำเลยนำสืบดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยว่า โจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หาได้ไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยในเรื่องนอกคำให้การเมื่อจำเล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง