ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 11466/2554

หลักกฎหมาย

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งหกและขู่ผู้เสียหายทั้งหกจนผู้เสียหายทั้งหกหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท แม้จำเลยจะปักใจเชื่อโดยสุจริตว่า ผู้เสียหายทั้งหกลักเงินจำเลยไป จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายทั้งหกได้ในทันที จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยทำเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายและกรรโชกอันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 337 (1), 358, 391 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,000 บาทแก่ผู้เสียหายทั้งหก จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง), 295, 391 และ 358 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง), 295, 391 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกตามมาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 500 บาท กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งหกรู้จักจำเลยและเคยไปบ้านจำเลย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 พากันไปดูจำเลยซ้อมดนตรีที่บ้านจำเลยและอยู่ดูโทรทัศน์จนถึงเวลาประมาณ 24 นาฬิกา จึงพากันกลับบ้าน ต่อมาวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยไปตามผู้เสียหายทั้งหกมาที่บ้านจำเลยแล้วสอบถามเกี่ยวกับเงินของจำเลยที่หายไป แต่ผู้เสียหายทั้งหกปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป จำเลยโกรธและใช้มือตบผู้เสียหายทั้งหกกับขู่ผู้เสียหายทั้งหกจนผู้เสียหายที่ 3 เสนอจะหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท และจำเลยสอบถามผู้เสียหายคนอื่นก็ยอมตกลงจะไปหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท จำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายทั้งหกให้กลับไปโดยบอกให้นำเงินมาให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งหกจึงไปแจ้งเรื่องให้ผู้ปกครองของตนทราบ และผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งหกได้มอบเงินให้แก่จำเลยคนละ 1,000 บาท ต่อมาฝ่ายผู้เสียหายทั้งหกได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายทั้งหกตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งหกเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายทั้งหกไปที่บ้านจำเลย แล้วจำเลยถามผู้เสียหายทุกคนว่าเอาเงินของจำเลยไปหรือไม่ เมื่อผู้เสียหายทั้งหกต่างปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป จำเลยใช้มือตบบริเวณใบหน้าและศีรษะของผู้เสียหายทั้งหกและเอาลูกกระสุนปืนประมาณ 10 นัด เทออกจากกล่องใส่ในมือจำเลยและแสดงลูกกระสุนปืนให้ผู้เสียหายทั้งหกดูพร้อมถามว่าจะเอาไหม และจำเลยใช้เท้าเตะหม้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้เสียหายที่ 6 กระเด็นตกลงพื้นกับหยิบขวดทุบแล้วขว้างไปที่ฝาบ้าน และดึงคอเสื้อผู้เสียหายที่ 5 พาไปที่กอกล้วยห่างจากผู้เสียหายอื่นประมาณ 4 ถึง 5 เมตร แล้วให้กลับมาที่เดิมซึ่งผู้เสียหายอื่นนั่งอยู่ และจำเลยพูดขู่ว่า พวกมึงห้าหกคน กูฆ่าได้สบาย แล้วจะเอาไปทิ้งลำห้วยและปล่อยข่าวลือว่าเด็กวัยรุ่นบ้านนายกเป็นคนทำ แล้วจำเลยจะไปบอกญาติที่เป็น ส.ส. กับอัยการ จำเลยก็รอด จากนั้นจำเลยดึงคอเสื้อผู้เสียหายที่ 5 จนล้มลงกับพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบบริเวณหน้าอกผู้เสียหายที่ 5 บดคลึงไปมาประมาณ 2 ถึง 3 นาที และถามว่าเอาเงินไปหรือไม่ แต่ผู้เสียหายที่ 5 ปฏิเสธและร้องไห้ ผู้เสียหายที่ 3 จึงพูดขึ้นว่าจะไปหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท จำเลยถามผู้เสียหายทุกคนก็ยอมตกลงตามที่ผู้เสียหายที่ 3 พูดจำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายทั้งหกให้กลับบ้านโดยบอกให้นำเงินมาให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา ผู้เสียหายจึงนำเรื่องไปแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งหกไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย หากไม่มีเหตุการณ์ตามที่ผู้เสียหายทั้งหกเบิกความก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งหกซึ่งยังเป็นเด็กและเยาวชนจะกล้านำเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงไปบอกเล่าให้ผู้ปกครองของตนฟังเพื่อให้ผู้ปกครองของตนนำเงินคนละ 1,000 บาท ไปจ่ายให้แก่จำเลยภายในเวลาที่จำเลยกำหนด โดยโจทก์มีนางคำมา ป้องกัน ยายผู้เสียหายที่ 1 นางนวนยงค์ แก้วบัวปัด มารดาผู้เสียหายที่ 3 นางคำพอง พลเสนา มารดาผู้เสียหายที่ 4 นางสมพร คำกรฤาชา ป้าผู้เสียหายที่ 5 และนายสนิท ตันเจริญ ตาผู้เสียหายที่ 6 มาเบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายได้มาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าวให้ฟังและขอให้ผู้ปกครองนำเงินคนละ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11466/2554 · ทนอย Thanoy