คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 1148/2541
หลักกฎหมาย
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำวินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่โจทก์ขอค่าทดแทนเพิ่มในอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าทดแทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้จึงเป็นค่าทดแทนที่ต้องถือว่าโจทก์พอใจแล้วไม่มีเหตุที่โจทก์จะโต้แย้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องศาลเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การกำหนดเงินค่าทดแทนจะต้องบังคับตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ตามหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ประการ มิใช่เพียงข้อหนึ่งข้อใด เมื่อโจทก์และจำเลยไม่อาจแสดงให้ศาลเห็นได้ ว่าที่ดินโจทก์ที่จะต้องเวนคืนมีราคาตามธรรมดาที่ซื้อขายกัน ในท้องตลาดเป็นราคาเท่าใด ศาลจึงมีอำนาจกำหนดให้ตาม ความเหมาะสมโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนเป็นคนละส่วนคนละกรณีกัน กับค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง เมื่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ไม่ได้กำหนด เงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ โจทก์คงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพียงว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับ ที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนต่ำเกินไป ไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนที่ดินโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนว่าราคาลดลงด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนในส่วนนี้จากจำเลย
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 9พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 25พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 26ป.วิ.พ. 55
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนด3 แปลง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2เป็นผู้รับผิดชอบมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2533ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2533 เพื่อก่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ กำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนมาแล้วแต่โจทก์เห็นว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 149,175,062.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 139,175,062.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินทั้งสามแปลงถูกเวนคืนบางส่วนและโจทก์ได้รับเงินค่าเวนคืนตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้โจทก์เป็นธรรมและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน17,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 187523 ในส่วนที่จะต้องเวนคืนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 187523 จากราคาที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น กำหนดตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ63,000 บาท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำวินิจฉัยให้เพิ่มตามที่โจทก์ขอแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายซึ่งมากกว่าจำนวนที่โจทก์ได้อุทธรณ์ขอไปนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 ผู้ใดไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 มาตรา 10 ทวิมาตรา 23 หรือมาตรา 28 วรรคสาม มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6" และมาตรา 26 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปี" ตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายโดยให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ยังไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาได้ และในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีก็ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ ซึ่งย่อมหมายความว่าในกรณีที่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดและได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์ และรัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนขอในอุทธรณ์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้เพื่อให้ได้รับเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่ได้อุทธรณ์ แต่กรณีนี้ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 187523 ในส่วนที่จะต้องเวนคืนจากตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ 63,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.14 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำวินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนจากตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ 63,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.17 อันเป็นจำนวนที่โจทก์ขอค่าทดแทนเพิ่มในอุทธรณ์ของโจทก์ค่าทดแทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้โจทก์จึงเป็นค่าทดแทนที่ต้องถือว่าโจทก์พอใจแล้วไม่มีเหตุที่โจทก์จะโต้แย้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง