ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 11554/2554

หลักกฎหมาย

การที่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในกระทรวงการคลังจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน จัดสรรเงินของกองทุนดังกล่าวให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติทั่วประเทศเพื่อให้โรงเรียนประถมศึกษานำไปดำเนินการจัดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือภาวะโภชนาการ และลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียน แสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์ให้การจัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เป็นภาระหน้าที่หรืองานราชการส่วนหนึ่งของโรงเรียนประถมศึกษาด้วย ทั้งก่อนหน้านี้ยังมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียน พ.ศ.2509 ตลอดจนหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน การลงบัญชี การรักษาเงินและการตรวจสอบเงินค่าอาหารกลางวันทั้งที่เป็นเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ (ส่วนที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองหรือมีผู้บริจาค) ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบและคำแนะนำของกรมบัญชีกลาง สรุปได้ว่าให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนโดยให้มีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าอาหารกลางวันจากนักเรียนได้ การรับเงินต้องออกใบเสร็จรับเงินของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ให้มีการลงบัญชี ผู้รับผิดชอบเก็บรักษาเงิน การนำเงินฝากเข้าบัญชีและเบิกจ่ายตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดโดยให้ถือว่าเป็นเงินของทางราชการประเภทเงินนอกงบประมาณ แต่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเพื่อการจัดอาหารกลางวันโดยเฉพาะ เห็นได้ว่าการจัดโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ไม่ว่าใช้เงินงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณล้วนเป็นการปฏิบัติราชการของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงเรียน การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยองมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นครูของโรงเรียนทำหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันของนักเรียนเป็นการสั่งการหรือมอบหมายตามอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษาให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ราชการของโรงเรียนโดยชอบ การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินค่าอาหารกลางวันที่จำเลยมีหน้าที่จัดเก็บและรักษาไว้นั้นไปโดยทุจริต ย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ลงโทษจำคุก 6 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยได้ลุแก่โทษโดยคืนเงินให้ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ทั้งทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการครูระดับ 6 โรงเรียนอนุบาลระยอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้จำเลยทำหน้าที่เก็บเงินค่าอาหารกลางวันจากผู้ปกครองนักเรียนและจัดการเบิกเงินค่าสวัสดิการต่าง ๆ สำหรับเงินค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน จำเลยมีหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันให้ผู้ปกครองนักเรียนและส่งต้นขั้วใบเสร็จพร้อมมอบเงินที่รับไว้ให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อลงบัญชีประจำวันและนำฝากธนาคารในแต่ละวัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 2 จังหวัดชลบุรี ตรวจพบว่าใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันหายไป 5 เล่ม และเงินค่าอาหารกลางวันดังกล่าวซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณขาดไป 285,500 บาท เงินที่ขาดไปไม่ได้นำเข้าฝากธนาคารตามระเบียบ จำเลยยอมรับว่านำใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันและเงิน 285,500 บาท ไปเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาจำเลยนำต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันดังกล่าวและชดใช้เงินทั้งหมดคืนแก่โรงเรียนอนุบาลระยองครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยทำหน้าที่รับเงินและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยอง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไม่ และจำเลยยักยอกหรือเบียดบังเงินค่าอาหารกลางวันไปโดยทุจริต เป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติให้โรงเรียนมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องจัดการเรียนการสอนและให้การศึกษาอบรมแก่นักเรียนก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในกระทรวงการคลังจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ จัดสรรเงินของกองทุนให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้โรงเรียนประถมศึกษานำไปดำเนินการจัดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือภาวะโภชนาการ ลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มีหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ และก่อนหน้าที่จะมีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวออกใช้บังคับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียน พ.ศ.2509 ใช้บังคับมาก่อนแล้ว ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวข้อ 3, 4, 5, 6 และ 7 กำหนดว่า ให้โรงเรียนต่าง ๆ (ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) จัดโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่โรงเรียนโดยมีหลักการสำคัญว่าให้จัดหาอาหารที่สะอาด ถูกหลักโภชนาการ มีปริมาณและคุณภาพเพียงพอแก่นักเรียน และให้โรงเรียนเรียกเก็บค่าอาหารกลางวันจากนักเรียนเป็นรายเดือนหรือจะจำหน่ายเป็นรายวันก็ได้ เงินค่าอาหารกลางวันที่เรียกเก็บนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า ไม่ให้ถือว่าเป็นเงินบำรุงการศึกษาและอยู่นอกเหนือการควบคุมของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการรับจ่ายเงินบำรุงการศึกษา พ.ศ.2507 กล่าวคือ ไม่ถือเป็นรายได้ของโรงเรียนที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ให้หัวหน้าสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดโครงการอาหารกลางวัน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินค่าอาหารเพื่อประโยชน์ในโครงการนี้โดยเฉพาะ จากระเบียบและกฎหมายดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐบาลประสงค์ให้การจัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเป็นภาระหน้าที่หรือราชการส่วนหนึ่งของโรงเรียนประถมศึกษาด้วย และตามระเบียบดังกล่าวข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าสถานศึกษาตั้งเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเป็นผู้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้เป็นปัจจุบัน และตั้งกรรมการอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการรักษาเงินและเป็นผู้ตร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11554/2554 · ทนอย Thanoy