ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 11699/2554

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามสัญญารับขนสินค้าตามฟ้อง ไม่ได้ฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ผู้กระทำละเมิดทำให้สินค้าเสียหายเป็นคนขับเรือลากจูง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 จำเลยที่ 1 รับจ้างขนส่งสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นให้กับบริษัท ท. จากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทดังกล่าวที่จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นการขนส่งภายในประเทศ ที่ต้องใช้บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 บังคับ ซึ่งมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เมื่อปรากฏว่าสินค้าที่รับขนส่งได้รับความเสียหาย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องพิสูจน์นำสืบพยานหลักฐานแสดงข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดจากเหตุสุดวิสัย แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า เรือมีรูรั่วบริเวณด้านบนกาบขวาเรือ แต่โจทก์นำสืบรับว่าเรือของจำเลยทั้งสองมีรูรั่วอยู่บริเวณใต้น้ำ ซึ่งแตกต่างไปจากคำฟ้อง ก็ไม่ใช่เป็นการคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญแต่อย่างใด ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เพราะสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่จะมีผลให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดอยู่ที่เรื่องเหตุสุดวิสัยเท่านั้น เมื่อรับฟังไม่ได้ว่ารูรั่วเกิดจากเหตุสุดวิสัยแล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. 616 อยู่ดี ลักษณะความเสียหายของสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นเกิดเป็นสนิมทั้งหมด ซึ่งเหล็กดังกล่าวจะนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้าที่ซื้อไปผลิตส่วนประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์หรือตัวถังรถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ หากเกิดสนิมหรือเกิดความชื้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ ถือว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง การเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 417,177.71 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,711 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 407,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550) ต้องไม่เกิน 9,466.71 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ในประเทศไทย ตกลงซื้อสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็น 4 ม้วน จากบริษัทเอเซียนสตีล จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในราคารวมค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัย (ซีไอเอฟ) 19,454.47 ดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทผู้ขายได้ทำสัญญาประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งจนถึงโรงพักสินค้าของผู้ซื้อในประเทศไทยไว้กับโจทก์ และผู้ขายได้มอบหมายให้บริษัทไชน่าสตีล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ดินแดนไต้หวันเป็นตัวแทนในการส่งสินค้า บริษัทดังกล่าวว่าจ้างผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าทางทะเลมายังท่าเรือกรุงเทพและส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ครบถ้วนในสภาพเรียบร้อย จากนั้นบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนถ่ายสินค้าลงจากเรือเดินทะเลและขนส่งสินค้าโดยใช้เรือลำเลียงหรือเรือฉลอมจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยจำเลยที่ 1 นำเรือลำเลียง นววัฒนา 6 ไปขนถ่ายสินค้าจากระวางเรือเดินทะเลลงสู่ระวางเรือ นววัฒนา 6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าไปถึงโรงพักสินค้าปลายทาง แต่ปรากฏว่าในระวางเรือมีน้ำท่วมขัง ทำให้สินค้าแช่น้ำอยู่นานจนขึ้นสนิมเสียหาย โจทก์ให้ผู้สำรวจทำการสำรวจความเสียหายแล้วเห็นว่าเป็นกรณีเสียหายโดยสิ้นเชิง แต่การคำนวณค่าเสียหายได้ลดมูลค่าความเสียหายลงตามมูลค่าซากสินค้าคงเหลือค่าเสียหายร้อยละ 55 คิดเป็นเงินจำนวน 11,769.96 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 34.64 บาท เป็นเงิน 407,711 บาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ซึ่งได้รับโอนใบตราส่งและกรมธรรม์ประกันภัยมาจากบริษัทเอเซียนสตีล จำกัด ไป จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า เรือลำเลียง นววัฒนา 6 ของจำเลยที่ 1 ไม่มีเครื่องยนต์ต้องใช้เรือยนต์ลากจูง ผู้กระทำละเมิดที่ทำให้สินค้าเสียหายคือคนขับเรือลากจูง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามสัญญารับขนสินค้าตามฟ้อง ไม่ได้ให้รับผิดในมูลละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายโดยข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 จึงไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายของสินค้าเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับขนสินค้าจากบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ซึ่งได้รับมอบสินค้าจากผู้รับขนทางทะเลที่ขนส่งจากดินแดนไต้หวันมายังท่าเรือกรุงเทพในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จากนั้นบริษัทจึงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทที่จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นการขนส่งภายในประเทศ ที่ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าว มาตรา 616 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11699/2554 · ทนอย Thanoy