ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 117/2540

หลักกฎหมาย

ตามหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความว่ากรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้มอบอำนาจให้ช. มีอำนาจดำเนินคดีแพ่งแทนโจทก์ในการฟ้องร้องเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยและรับช่วงสิทธินั้นเพื่อเรียกร้องเอาแก่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่โจทก์ได้รับประกันภัยไว้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นหนังสือที่ได้มอบอำนาจให้ช.ฟ้องคดีรวมไปถึงคดีนี้ด้วยโดยแจ้งชัดแล้วช. จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่3ขับรถยนต์บรรทุกชนท้ายรถสามล้อเครื่องเป็นเหตุให้รถสามล้อเครื่องกระเด็นไปชนรถยนต์ของบริษัทง. แล้วรถยนต์ดังกล่าวไปชนกับท้ายรถยนต์โดยสารดังนี้แม้เหตุเป็นเพราะลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกก็ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะหากจำเลยที่3ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกได้ตรวจตราและดูแลรถยนต์บรรทุกประจำตามวิสัยของผู้มีอาชีพขับรถยนต์ก็ย่อมป้องกันไม่ให้ลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกโดยกะทันหันได้จำเลยที่3จึงกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของบริษัทง. ได้รับความเสียหาย จำเลยที่3เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของจำเลยที่1และที่2ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่1และที่2ซึ่งเป็นนายจ้างไปในทางการที่จ้างแล้วหลังจากนั้นแม้จำเลยที่3จะทุจริตขับรถยนต์ไปธุระส่วนตัวแล้วไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่นก็ตามก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานในหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ชอบแต่ในกรณีบุคคลภายนอกถือว่าเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่1และที่2จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่3ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อ 12 กรกฎาคม 2533 นายทนงศักดิ์ อาจธะขันธ์ขับรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ คันหมายเลขทะเบียน 2 ธ-2355 กรุงเทพมหานครของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด ซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ไปตามถนนพระราม 4 จากสะพานลอยเบลเยี่ยมไปทางสี่แยกศาลาแดง เมื่อขับมาถึงบริเวณหน้าอาคารอื้อจีอเหลียงรถยนต์โดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ คันหมายเลขทะเบียน 10-1137 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับนำหน้าได้หยุดรถนายทนงศักดิ์จึงได้หยุดรถตาม ขณะนั้นมีรถสามล้อเครื่องคันหมายเลขทะเบียน 1 ส-5552 กรุงเทพมหานคร แล่นตามหลังมา และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-7395 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 4 ไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาท จำเลยที่ 3 ขับรถตามหลังรถสามล้อเครื่องคันดังกล่าวในระยะกระชั้นชิดและด้วยความเร็วสูงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงชนท้ายรถสามล้อเครื่องเป็นเหตุให้รถสามล้อเครื่องกระเด็นไปชนท้ายรถยนต์คันที่นายทนงศักดิ์ขับอย่างแรงทำให้รถยนต์คันที่นายทนงศักดิ์ขับไปชนท้ายรถยนต์โดยสารคันที่จอดอยู่ข้างหน้า รถยนต์คันที่นายทนงศักดิ์ขับเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด เป็นเงิน 1,290,000 บาทโจทก์จึงรับช่วงสิทธิในการเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่โจทก์ขายซากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยดังกล่าวได้เงิน 305,500 บาทโจทก์คงเสียหายเป็นเงิน 984,500 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 61,092.95 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,045,592.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงิน1,045,592.95 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 984,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้บุคคลอื่นเช่ารถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-7395 กรุงเทพมหานครไปจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวเหตุที่เกิดขึ้นเหตุสุดวิสัยเพราะลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตก มิใช่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 ขับชนเป็นรถยนต์ที่โจทก์ไม่ได้รับประกันภัย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ธ-2355 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์คันดังกล่าวมิใช่รถยนต์คันที่เกิดเหตุคดีนี้ ทั้งเหตุคดีนี้เกิดจากเหตุสุดวิสัย มิใช่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายไม่ถึง 984,500 บาท ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หากจำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดก็ไม่เกิน 250,000 บาท ตามเงื่อนไขที่รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 82-7395 กรุงเทพมหานคร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน984,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 210,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ พิพากษาศาลอุทธรณ์กลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2533 จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-7395 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายรถสามล้อเครื่องคันหมายเลขทะเบียน 1 ส-5552 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถสามล้อเครื่องคันดังกล่าวกระเด็นไปชนท้ายรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด และด้านหน้ารถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ไปชนรถยนต์โดยสารประจำทางขององค์การขนส่งกรุงเทพคันหมายเลขทะเบียน 10-1137 กรุงเทพมหานคร จนได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.8 จริง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ารถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่คันหมายเลขทะเบียน2 ธ-2355 กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่ารถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ธ-2355 กรุงเทพมหานคร ตามฟ้อง สำหรับประเด็นข้ออื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน โดยมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามลำดับ ดังนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 1และที่ 2 อุทธรณ์ว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2540 · ทนอย Thanoy