ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 117/2547

หลักกฎหมาย

ขณะจำเลยปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนโดยสารขาออกนอกราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนโดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางมาให้จำเลยตรวจเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เมื่อจำเลยตรวจพบว่า จ. มีเพียงหนังสือเดินทางโดยไม่มีตราประทับขาเข้ากับไม่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วน แต่จำเลยไม่ได้ยึดหนังสือเดินทางและควบคุม จ.ไว้เพื่อให้นายตำรวจสัญญาบัตรมารับตัวไปดำเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ กลับปล่อยให้ จ. ผ่านช่องตรวจของจำเลยเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 5 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง บัตร ตม.6 (ขาออก) และบัตรขึ้นเครื่องบินของคนโดยสารที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรให้เป็นไปตามระเบียบการตรวจคนโดยสารขาออกเอกสารหมาย จ.1 ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วันเกิดเหตุจำเลยได้ปล่อยให้นายเจี้ย หมิง คนต่างด้าวสัญชาติจีน ซึ่งถือหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นเอกสารปลอมเดินผ่านช่องตรวจผู้โดยสารขาออกที่จำเลยประจำอยู่ โดยที่นายเจี้ย หมิง มีหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 เพียงเล่มเดียวและไม่มีตราประทับขาเข้าในหนังสือเดินทางฉบับดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน โพธิ์ชนะพันธุ์ หัวหน้าเวรตรวจคนโดยสารขาออกกองตรวจคนเข้าเมือง 2 ท่าอากาศยานกรุงเทพและเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยก่อนปล่อยนายเจี้ย หมิง ผ่านช่องตรวจคนโดยสารขาออกของจำเลยว่าก่อนเกิดเหตุ พยานเดินออกมานอกห้องทำงานเห็นคนโดยสารขาออกที่ยืนรอจะเข้าช่องตรวจของจำเลยจำนวน 2 คน (หมายถึงนายเจี้ย หมิง และนายหวัง เฉีย เซิน) มีลักษณะเป็นชาวจีน ซึ่งขณะนั้นไม่มีเที่ยวบินเดินทางไปหรือผ่านประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พยานสงสัยว่าคนโดยสารดังกล่าวจะเดินทางไปประเทศใด และถือหนังสือเดินทางของประเทศใด พยานจึงกลับเข้าไปในห้องและรอจนถึงเวลาที่คนโดยสารทั้งสองคนเข้าช่องตรวจของจำเลย พยานจึงเดินไปยืนอยู่ทางด้านหลังจำเลยห่างจากจำเลยประมาณ 2 ถึง 3 เมตร เมื่อคนโดยสารคนแรกที่ต้องสงสัย (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) เข้าช่องตรวจ พยานเห็นจำเลยทำท่ากดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ที่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยไม่มีการพิมพ์ข้อมูลใด แล้วจำเลยส่งหนังสือเดินทางคืนให้คนโดยสารคนดังกล่าวและให้คนโดยสารเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ เมื่อคนโดยสารดังกล่าวเดินผ่านมาทางพยาน พยานจึงขอตรวจสอบเอกสารการเดินทางปรากฏว่าไม่พบตราประทับการตรวจที่หนังสือเดินทาง รวมทั้งไม่พบบัตรขึ้นเครื่องบินและบัตร ตม.6 (ขาออก) แต่อย่างใด หลังจากนั้นคนโดยสารที่ต้องสงสัยคนที่สอง (หมายถึงนายหวัง เฉีย เซิน) ก็เดินผ่านออกมา พยานขอตรวจดูหนังสือเดินทางอีกก็พบสิ่งปกติเช่นเดียวกับคนโดยสารคนแรก พยานจึงควบคุมตัวคนโดยสารทั้งสองไว้ดำเนินคดีและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ความในข้อนี้ พันตำรวจโทยงยศ พิกุลทอง สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและจำเลยก็เบิกความรับรองว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินได้แจ้งให้พยานทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยได้ปล่อยให้คนโดยสารขาออกจำนวน 2 คน ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีการตรวจสอบจริง เป็นการสนับสนุนให้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น โจทก์ยังมีนายดาบตำรวจชูชีพ วิสุทธิไพบูลย์ เจ้าพนักงานตำรวจธุรการ กองตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งประจำอยู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพที่เกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันอีกว่าขณะเกิดเหตุพยานไปยืนอยู่หลังช่องตรวจคนโดยสารขาออกช่องตรวจที่ 16 ที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยยืนอยู่ใกล้ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน พยานเห็นจำเลยตรวจหนังสือเดินทางของบุคคลที่มีลักษณะคล้ายชาวจีน 2 คน และทำท่ากดแป้นเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการใส่ข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์จริง และจำเลยทำท่าประทับตราเอกสารของคนโดยสารขาออกดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยก็คืนหนังสือเดินทางให้คนโดยสารขาออกดังกล่าว และปล่อยคนโดยสารขาออกดังกล่าวผ่านช่องตรวจไป ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินขอตรวจดูหนังสือเดินทางของคนโดยสารทั้งสองคนปรากฏว่าหนังสือเดินทางไม่มีการประทับตราขาออกและไม่มีบัตรขึ้นเครื่องบินกับไม่มีบัตร ตม.6 (ขาออก) เห็นว่า นายดาบตำรวจชูชีพเป็นเพื่อนร่วมงานของจำเลยและไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายดาบตำรวจชูชีพจะสมคบกับร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินปรุงแต่งเรื่องราวอันร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นมาปรักปรำจำเลยให้ต้องถูกลงโทษทางอาญาและทางวินัย แม้นายดาบตำรวจชูชีพมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมนายเจี้ย หมิง และนายหวัง เฉีย เซิน ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ด้วย ก็อาจเป็นเพราะนายดา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง