ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 1171/2547

หลักกฎหมาย

จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับผู้อื่น เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยังไม่ได้ตกลงแบ่งกันเป็นส่วนสัดว่าที่ดินส่วนไหนเป็นของใครให้เป็นที่แน่นอน จึงต้องถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วน การที่จำเลยปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วยถือว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของรวมคนอื่นอยู่ จำเลยหาอ้างว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ได้ไม่ ถึงแม้จำเลยจะครอบครองที่พิพาทนานเกิน 10 ปีแล้วก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ตำแหน่งใดเท่านั้น คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปีจึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับและเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า จำเลย สำนวนแรกโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยและนายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิตย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 เนื้อที่ 1 งาน 17 ตารางวาเศษ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 6 คน คือนางคลาย ราชเทวี จำเลย นายสถิตย์ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2520 จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยประมาณ19 ตารางวา นางคลายเสียชีวิตในปี 2527 ต่อมาประมาณ 3 ปี จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยแล้วปลูกใหม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 1 ประมาณ 40 ตารางวา ปี 2535 จำเลยขยายบ้านล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปัจจุบันจำเลยใช้เนื้อที่ปลูกบ้านประมาณ60 ตารางวาและครอบครองเนื้อที่หน้าบ้านอีกประมาณ 30 ตารางวา โดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อโจทก์ทั้งสี่ต้องการจำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านเพื่อปลูกสร้างตึกแล้วแบ่งกันอยู่ระหว่างพี่น้อง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่แจ้งความประสงค์ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินจำเลยกลับแสดงเจตนายึดถือที่ดินเป็นของตนเอง อ้างว่ามารดายกให้ขอให้พิพากษาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และกำหนดค่ารื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ถ้าจำเลยไม่ทำการรื้อถอนภายใน 30 วัน โจทก์สามารถทำการรื้อถอนเองได้ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและนางคลายร่วมกันหักร้างถางพงและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนปี 2498 ต่อมาปี 2516 ถึง 2517 นางคลายนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินใส่ชื่อนางคลาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นายสถิตย์ และจำเลยรวม6 คน จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยและตามที่บิดามารดายกให้รวมทั้งที่จำเลยแย่งการครอบครองจากเจ้าของที่ดินทุกคนที่มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา โดยได้ปลูกบ้านอยู่ตั้งแต่ปี 2520 ติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่รวมกับของนางคลายก็อยู่เป็นส่วนสัดแน่นอน มีบ้านของนางคลายปลูกอยู่เนื้อที่ประมาณ 27 ตารางวา เท่านั้น จำเลยไม่เคยรับปากว่าจะรื้อถอนบ้านเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีที่อยู่ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2281ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเนื้อที่ 90ตารางวาเศษ ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยภายในเวลาที่ศาลกำหนด หากโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ยืนยันตามฟ้องเดิม สำนวนหลังจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 เฉพาะส่วนที่จำเลยปลูกบ้านรวมทั้งบริเวณรอบบ้านรวมเนื้อที่ 72.7 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าและฟ้องแย้ง อ้างเหตุทำนองเดียวกับคำฟ้องสำนวนแรกขอให้ยกคำร้องขอของจำเลย และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ ยกฟ้องแย้งของจำเลยยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย กับยกฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทมีราคาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่านายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยเป็นบุตรนางคลาย ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิตย์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรีจังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 1 งาน 17.9 ตารางวา เดิมเป็นของนางคลายใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยปลูกบ้านอยู่ทางทิศใต้ของที่ดิน นายสถ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง