ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 11714/2553

หลักกฎหมาย

ตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ส่วนตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับ ม. นั้น ม. จะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายโดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลาซึ่งจำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากจำเลย 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 และคดีที่จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย ศาลมีวินิจฉัยถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ ม. รับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสำหรับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ การที่จำเลยที่ 2 ละเลยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นย่อมเป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เอง จะยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดที่จะต้องคืนเงินให้แก่ ม. หรือแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. มิได้ เมื่อ ม. หรือโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระจะเรียกร้องเอาได้ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานละเมิด แต่มิได้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ ม. รู้ถึงการละเมิด คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ โดยมิได้กล่าวในอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้วและถือว่าประเด็นเรื่องอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมอุปกรณ์และส่วนควบครบชุดในราคา 12,490,000 บาท จากจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เป็นเงินไม่เกิน 1,249,000 บาท ในเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 และมีนางมาลี ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอาเงินในบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำของนางมาลีซึ่งได้ฝากจำเลยที่ 2 ไว้ ตามบัญชีเลขที่ 658-2-03335-0 เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันอ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายโดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลา จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบเสียก่อนว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายจริงหรือไม่ ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 กำลังมีข้อพิพาทเป็นคดีความกับจำเลยที่ 3 และในเวลาต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย โดยจำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 จำนวน 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นางมาลีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามจำนวนที่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 2 คืนให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มีหน้าที่ชำระเงินตามจำนวนที่หักจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 คืนแก่กองมรดกของนางมาลีแต่กลับไม่ชำระ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,030,480.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,249,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่คืนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 แต่มีหน้าที่คืนเงินให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อ นางมาลีและจำเลยที่ 3 ไม่เคยแจ้งต่อจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายและไม่เคยสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หากนางมาลีได้รับความเสียหาย โจทก์ก็ชอบที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,249,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2528 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์สีขนาด 10 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์และส่วนควบครบชุดในราคา 12,490,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 3 เสนอหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ 0615/575 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2528 ของจำเล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11714/2553 · ทนอย Thanoy