คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 1176/2540
หลักกฎหมาย
เมื่อปรากฏว่าโจทก์อ้างมาในฟ้องตั้งแต่แรกแล้วว่าการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์อันเป็นหลักเกณฑ์ของการกำหนดค่าทดแทนที่ดินซึ่งแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ข้อ1จำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ขอเรียกตามฟ้องและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มตามคำร้องขอแก้ไขฟ้องนั้นอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกันโจทก์สามารถที่จะขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดวันและเนื้อที่หาสาระที่ขอแก้ไขมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังนี้คำร้องขอแก้ไขฟ้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา180ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องนั้นชอบแล้ว ขณะคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ออกใช้บังคับซึ่งข้อ1บัญญัติให้ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา9แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน"ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา18มาตรา21มาตรา22และมาตรา24"และข้อ5วรรคหนึ่งบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา9วรรคสี่และวรรคห้าแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้นการจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วยดังนั้นในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นศาลต้องพิจารณาโดยคำนึงถึง(1)ถึง(5)ของมาตรา21แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ด้วย ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ระบุว่าที่ดินส่วนที่เหลือไม่สามารถทำประโยชน์ในกิจการที่เหมาะสมอีกต่อไปเนื่องจากต้องตกอยู่ใต้ทางด่วนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างยิ่งและข้อความดังกล่าวโจทก์ได้กล่าวอ้างรวมมากับข้อเรียกร้องให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติมเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ราคาลดลงด้วยถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้รัฐมนตรีฯพิจารณาเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือราคาลดลงแล้วโจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสามบัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา11วรรคหนึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา10ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา10เมื่อวันที่9พฤษภาคม2532ตามสำเนาสัญญาซื้อขายฯนับแต่วันดังกล่าวไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คือวันที่6กันยายน2532อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา26วรรคสามโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่1ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราตามคำขอของโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 179ป.วิ.พ. 180พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดรวม 21 โฉนด ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอบางซื่อ และตำบลลาดยาว(บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครเนื้อที่รวม 4 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2530ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2530 ซึ่งที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ได้ทำการสำรวจและกำหนดแนวเขตที่ดินเพื่อการเวนคืน และก่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนขึ้นที่ 2 สายบางโคล่-แจ้งวัฒนะและสายพญาไท-ศรีนครินทร์ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สายบางโคล่-แจ้งวัฒนะรวมเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทน ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,616,000 บาทและต่อมาจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์โจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด และไม่เป็นไปตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 1,629,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินแล้ว รวมเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการเวนคืนที่ดินทั้งสิ้น 17,245,000 บาท จำนวนเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้นกำหนดจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมยังไม่ได้รวมค่าพัฒนาที่ดิน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ ที่ให้กำหนดราคาที่ดินโดยให้ถือราคาตามมาตรา 21(2) คือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือ (3)คือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับมิได้การกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วยังไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ในการกำหนดราคาที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1) ถึง (5) โจทก์ได้พัฒนาที่ดินแล้วทำให้ราคาที่ดินของโจทก์สูงขึ้น กล่าวคือเดิมสภาพที่ดินในบริเวณที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนดังกล่าวนั้นมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีระดับต่ำกว่าถนนรัชดาภิเษกประมาณ 2 เมตร ต่อมาประมาณปี 2528โจทก์เตรียมการที่จะปลูกสร้างบ้านเรือนบนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อใช้อยู่อาศัย โจทก์จึงถมดินบนที่ดินทั้งแปลงรวม 21 โฉนดเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ ถมสูงกว่าระดับถนนรัชดาภิเษกประมาณ1 เมตร และได้บดอัดดินให้แน่นและเสมอกันตลอดทั้งบริเวณเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินทั้งสิ้น 4,000,000 บาท และเนื่องจากสภาพที่ดินเดิมของโจทก์เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาและเป็นที่ลุ่ม แต่ที่ดินอยู่ติดกับถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้ามีความเจริญ ที่ดินในบริเวณนั้นที่ยังไม่ได้มีการพัฒนามีราคาเฉลี่ยตารางวาละ 20,000 บาท ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และราคาท้องตลาดที่มีการซื้อขายกันในบริเวณใกล้เคียงในขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับมีราคาโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าตารางวาละ35,000 บาท ถึง 45,000 บาท เมื่อโจทก์ได้ทำการพัฒนาที่ดินแล้วทำให้ราคาที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ มีราคาเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ35,000 บาท ถึง 45,000 บาท ตามราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ซึ่งได้ทำการซื้อขายกันในบริเวณย่านถนนรัชดาภิเษกในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำการพัฒนาที่ดินแล้วเสร็จ แต่โจทก์ขอคิดเพียงตารางวาละ 35,000 บาท ที่ดินของโจทก์จึงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาอีกตารางวาละ15,000 บาท ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่รวม 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวาจึงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงิน 17,130,000 บาทต่อมาในปี 2529โจทก์ได้เตรียมการที่จะปลูกสร้างบ้านได้เสียค่าใช้จ่ายในการเขียนแบบแปลนบ้านไปเป็นเงิน 50,000 บาท ที่ดินส่วนที่เหลืออีก1 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา มีสภาพอยู่ในทางด่วนที่ยกระดับและเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย ไม่อาจใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้ ราคาที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงมีราคาลดลง โดยไม่มีราคาเลยหรือราค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง